คือผู้อภิวัฒน์…ทางอันแจ่มใสของละครเวทีไทย

คือผู้อภิวัฒน์…ทางอันแจ่มใสของละครเวทีไทย

เจตนา นาควัชระ

 

เพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่งที่ทับแก้วเพิ่งจะปรารภกับผมเมื่อไม่กี่วันมานี่เองว่า น่าเป็นห่วงละครเวทีไทย เพราะดูประหนึ่งว่าเส้นทางที่เพื่อนเราส่วนใหญ่กำลังเดินอยู่นั้นคือการตาม “นายฝรั่ง” คือแปลหรือแปลงละครตะวันตก (ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าบางรายทำได้ดีมาก) ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าวิตกอีกประการหนึ่งของละครเวทีไทยยุคใหม่ ก็คือการลงทุนที่สูงมากในด้านของ ฉาก แสง เสียง และโฆษณา คือถ้าค่าใช้จ่ายไม่เหยียบเลขหกตัวหรือเจ็ดตัวแล้วดูจะไม่น่าทึ่งเอาเสียเลย พูดไปทำไมมี อิทธิพลของการจัด “คอนเสิร์ต” วัยรุ่นในวันสุดสัปดาห์ดูจะแผ่ขยายเข้ามาถึงวงการละครเวทีเข้าด้วยแล้ว ผมมีเหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ท้อแท้กับเรื่องของละครเวทีเพราะเพิ่งได้ไปเห็นสภาพของละครเวทีในเยอรมันตะวันตกมาเป็นเวลา 3 เดือน ผมอดคิดไม่ได้ว่าเขากับเรากำลังป่วยด้วยโรคเดียวกัน คือ โรคของผู้มั่งคั่ง หรือผู้ที่อยากจะแสดงตัวว่ามั่งคั่ง ละครเวทีในเยอรมันตะวันตกกำลังเสื่อมถอยไปเพราะผู้กำกับการแสดงส่วนใหญ่พุ่งความสนใจไปสู่เรื่องของ ฉาก แสง เสียง เครื่องแต่งกาย และจำนวนของตัวประกอบที่จับขึ้นมาอัดกันให้เต็มเวที ผมได้มีโอกาสคุยกับนักแสดงอาวุโสผู้หนึ่งของคณะละคร Schiller-Theatre ที่กรุงเบอร์ลินเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเขาพูดกับผมอย่างตรงไปตรงมาที่สุดว่า

 

“ทางรอดของละครเยอรมันตะวันตกมีอยู่ทางเดียว คือขอให้รัฐถอนเงินอุดหนุนเสียตั้งแต่พรุ่งนี้”

 

น่าประหลาดที่ว่าโรคอ้วนตายกำลังจะมากัดกินวงการละครของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างบ้านเรา

 

ละครเรื่อง คือผู้อภิวัฒน์ ซึ่งสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้จัดแสดง และ คำรณ คุณะดิลก เป็นผู้เขียนบทและกำกับการแสดง อาจจะจัดได้ว่าเป็นแสงสว่างนำทางให้แก่ละครเวทีร่วมสมัยของไทยได้ที่ได้มีการเรียกร้องให้มีการสร้างบทละครของไทยขึ้นเองและยังมิได้รับการตอบสนองนั้น บัดนี้ คือผู้อภิวัฒน์ ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างประจักษ์แจ้งแล้วว่า เรามีบทละครของไทยที่เข้มข้นด้วยอารมณ์และความคิด ซึ่งสามารถนำมาแสดงเป็นละครเวทีได้อย่างน่าประทับใจยิ่ง เราได้ยินได้ฟังกันมาซ้ำๆ ซากๆ ว่า ละครพูดต้องเริ่มต้นที่ ตัวบท และแล้วเราก็หาตัวบทซึ่งนักประพันธ์ไทยเขียนขึ้นเองที่ถูกใจเราไม่ได้ ต้องขอแสดงความยินดีต่อผู้สร้างบท คือผู้อภิวัฒน์ ที่ได้ขจัดช่องว่างที่ว่านี้ให้หมดไป ปัญหาอันหนักหน่วงของผู้เขียนบทละครเวทีในปี 2530 ก็คือว่า ภาษาไทยที่เราใช้สนทนากันในชีวิตประจำวันไม่เป็นพาหะที่จะสื่อความอันหนักหน่วงและลุ่มลึกได้อย่างเต็มที่ เราอาจจะขาดวาทศิลป์ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของสัจจะ เพราะภาษาที่เรามักจะใช้โน้มน้าวจิตใจคนก็ชอบที่จะเป็นไปเพื่อการโฆษณา หรือโฆษณาชวนเชื่อ เวทีละครของเราละเลยหน้าที่ของเวทีแห่งการแสวงหาความจริงไปเสียนาน ผมเองได้เคยกล่าวไว้ในการอภิปรายต่อท้ายละครเรื่อง อยากให้ชีวิตนี้ไม่มีเธอ ที่หอศิลป พีระศรี เมื่อปีที่แล้วว่า ละครพูดจะก้าวหน้าไปได้ก็แต่ในกรอบของวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ นั่นก็คือ สังคมใดสนับสนุนให้มีการกล่าวความจริงต่อสาธารณชน หรือให้มีการแสดงทัศนะในประเด็นที่มีความสำคัญต่อบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา สังคมนั้นจะสามารถสร้างศิลปะในรูปของละครเวทีที่เข้มข้นและลุ่มลึกขึ้นมาได้ คือผู้อภิวัฒน์พยายามที่จะเดินไปในเส้นทางที่กล่าวมานี้ ละครประวัติศาสตร์เรื่องนี้พยายามจะอิงข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์เท่าที่จะแสวงหามาได้ ภาษาที่ใช้ในบางตอนจึงเป็นภาษาที่ตรงไปตรงมาของสารคดี ไม่ดีดดิ้นด้วยกลเม็ดเด็ดพรายเชิงวรรณศิลป์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะฟื้นฟูละครพูดของไทยให้เป็น “เวทีแห่งสัจธรรม” แต่ก็น่าเห็นใจผู้แสดงสมัครเล่นที่ขาดการฝึกปรือในด้านของการใช้เสียง การเปล่งคำ และการตีความ การแสดงจึงขาดรสในเชิงวรรณศิลป์ไปบ้าง และในบางครั้งผู้แสดงเน้นการปลุกเร้าอารมณ์มากเกินไปแทนที่จะกระตุ้นปัญญาความคิด สิ่งที่น่าทึ่งในการแสดงครั้งนี้ก็คือเรื่องของความพอเหมาะพอดีในด้านของฉาก แสงและเสียง เท่ากับเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า บทละครที่ดีสามารถตรึงคนดูไว้ได้ด้วยสาส์นอันเปี่ยมด้วยสาระ คือผู้อภิวัฒน์แทบจะไม่ต้องลงทุนในเรื่องฉากเลย คือใช้เพียงพื้นหลังสีดำ และแท่นเตี้ยๆ 3 แท่น ที่สามารถจัดวางเปลี่ยนที่ไปตามการดำเนินเรื่องที่เปลี่ยนไป ในฉากสุดท้าย ซึ่งเป็นตอนที่ตัวเอกของเรื่องถึงแก่อนิจกรรม ก็มีการนำเอาแท่นทั้งสามมาตีกรอบรอบตัวผู้แสดง แล้วเอาโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กๆ มาวางตรงหน้า ได้ภาพที่เข้ากับเนื้อเรื่อง สำหรับเครื่องแต่งกายก็ใช้สีดำเป็นพื้น เวลาที่ตัวละครต้องรับบทที่เปลี่ยนไปก็อาจสวมเครื่องแต่งกายบางอย่างเพิ่มเข้ามา เช่นเครื่องแบบทหาร หมวก หรือสไบ ตัวแสดงใช้เพียง 12 ตัว สับเปลี่ยนกันรับบทต่างๆ ทำหน้าที่เป็นตัวละคร เป็นผู้เล่าเรื่อง (narrator) หรือเป็นนักร้องหมู่ (chorus) แสงที่ใช้ก็เป็นไฟธรรมดา ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟสี ดนตรีประกอบใช้กลองทัดเป็นพื้น (เช่นเดียวกับในกรณีของอีดีปุสจอมราชันย์ ซึ่งได้ผลมาแล้ว) ข้อสรุปเบื้องต้น ณ ที่นี้ก็คือ คือผู้อภิวัฒน์ สร้างความประทับใจได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทุนรอนอันมหาศาลดังที่นักแสดงบางกลุ่มคิดกัน

 

ในด้านของเท็คนิคและกลวิธีการละคร คือผู้อภิวัฒน์เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นแบบฝึกหัดขั้นสูงที่สมบูรณ์ของศิลปะการละคร จะว่าเป็นละคร “เอพิค” ตามแบบฉบับของเบรคชท์อย่างตายตัวก็เห็นจะไม่ใช่ ผู้กำกับการแสดงคงจะได้สั่งสมความรู้ในด้านกลวิธีมาอย่างกว้างขวาง และก็สามารถคิดต่อเลยไปจากเท็คนิคที่ใช้กันอยู่ทั่วไป แม้กระทั่งการเล่นพื้นบ้านของไทยบางอย่างก็นำมาใช้ได้อย่างเหมาะเจาะ เช่นในฉากที่แสดงให้เห็นถึงการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาครองอำนาจทางการเมืองของคนบางกลุ่มในสังคมไทย ก็มีการนำการเล่น “รีรีข้าวสาร” มาสื่อความซ้ำซากจำเจของปรากฏการณ์ทางการเมืองได้อย่างดียิ่ง ในด้านของลักษณะที่เป็นละครแบบ “เล่าเรื่อง” ก็พัฒนาไปได้ไกลกว่าละครของเบรคชท์เสียอีก คือ มิได้ใช้ตัวละครที่รับหน้าที่เฉพาะเป็นผู้เล่าเรื่อง เช่นในละครเรื่องกาลิเลโอ หรือ วงกลมคอเคเซียน แต่ให้ตัวแสดงผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่นี้ บางครั้งก็ให้ตัวละครที่กำลังรับบทการแสดงละครอยู่เปลี่ยนจากการแสดงมาเป็นการเล่าเรื่องโดยฉับพลัน ซึ่งก็น่าประหลาดที่ว่ามิได้เป็นการทำให้เสียรสแต่ประการใด เพราะแทนที่เราจะเกิดความรู้สึกว่าการแสดงสะดุดหยุดลง เราก็เพียงแต่รู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนจังหวะเท่านั้น นับเป็นนวกรรมทางศิลปะการแสดงที่น่าจะได้มีการพัฒนากันต่อไป ในด้านของการใช้คนดูให้เป็นส่วนหนึ่งของละคร ที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า audience participation นั้น ก็เป็นไปในแบบที่เราในฐานะผู้ชมตั้งตัวรับไม่ทัน ตัวละครเดินลงจากเวทีมาแจก “ประกาศคณะราษฎร” ที่เป็นเอกสารอัดสำเนาให้แก่ผู้ชม (ขอตั้งข้อสังเกตว่า กระดาษที่ใช้อัดสำเนาคุณภาพเลวมาก คงจะเป็นไปตามทุนรอนอันจำกัดจำเขี่ยของผู้จัดแสดง ถ้าเป็นละครโรงอื่นคงใช้กระดาษอาร์ตชั้นดีเป็นแน่!) กลวิธีที่ว่านี้ไปได้ไกลกว่าละครของเบรคชท์ คือแทนที่จะฝากสาส์นจากตัวบทละครให้ผู้ชมกลับไปคิดที่บ้าน (เช่นในกรณีของปัจฉิมบทของ คนดีที่เสฉวน) ผู้ชมกลับได้สาส์นในรูปของเอกสารติดมือกลับไปอ่านที่บ้าน เป็นการให้โอกาสผู้ชมให้วินิจฉัยด้วยตัวเอง และก็มีผู้ชมจำนวนหนึ่งที่คิดค้านทัศนะของ “คณะราษฎร” นั่นคือการวางตัวเป็นกลางในการสร้างละครประวัติศาสตร์ด้วยการให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ “เปิดปากพูดด้วยตัวเอง” เป็นการปลุกวิจารณญาณของผู้ดูผู้ชมในกรอบของวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ ในตอนจบเรื่องก็เช่นกัน ผู้แสดงนำกล่าวฝากไว้กับผู้ชมว่า เขาไม่สามารถที่จะเผยแสดงความจริงบางประการในขณะนี้ได้ และขอฝากไว้ให้เป็นเรื่องของอนาคตเป็นการเปิดทางไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่อยู่นอกกรอบของงานศิลปะ ละครจริงๆ อาจจะหยุดด้วยเงื่อนไขของเวลาเมื่อตัวผู้อภิวัฒน์ถึงแก่อสัญกรรม แต่ละครในจินตนาการและในความนึกคิดของผู้ดูยังดำเนินต่อไป ผู้ชมได้การบ้านอันหนักหน่วงติดตัวไปด้วย เป็นการเปิดประตูไปสู่ความหวังว่า โลกแห่งอนาคตจะเป็นโลกที่ดีกว่าปัจจุบัน เพราะจะเป็นโลกที่กล้าเผชิญกับความจริง ถ้าเบรคชท์ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะภาคภูมิใจเป็นอันมากว่า เขามีเพื่อนในประเทศโพ้นทะเลที่นำสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของเขาไปคิดต่อและไปประยุกต์ใช้ได้อย่างดี อาจจะดีกว่าที่เขาลงมือทำเอง หรือที่สานุศิษย์ของเขาในเยอรมันเองได้ทำมาแล้วเสียอีก

 

ถึงอย่างไรก็ตาม คือผู้อภิวัฒน์ ไม่ใช่งานศิลปะที่จะอ้างตัวเองว่าเป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดกำเนิดของทิศทางใหม่ ละครเรื่องนี้หลอมรวมประสบการณ์ทางศิลปะจากหลายแหล่งเข้าไว้ด้วยกัน เราคงไม่จำเป็นจะต้องทำเชิงอรรถเพื่อชี้ว่าข้อความตอนใดหรือเนื้อเรื่องตอนใดถือกำเนิดมาจากที่ใด แต่ผู้ชมบางคนอาจจะได้ความหฤหรรษ์เพิ่มขึ้นถ้าได้ใส่เชิงอรรถตามไปด้วย แม้แต่คำกล่าวอ้างว่าเมืองไทยอุดมสมบูรณ์อย่างที่ “หมาไม่อดตาย” นั้น ถ้าได้รู้ต้นตอที่มาก็จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาที่ละครเรื่องนี้นำมาเสนอได้ดียิ่งขึ้น การที่ผู้กำกับการแสดงนำเทคนิคของการ “ตัดแปะ” (collage) มาใช้นั้นนับว่าทำได้อย่างน่าสนใจมาก เพราะในที่นี้เป็นการ “ตัด” เอาวรรณกรรมบางเรื่อง (ทั้งที่รู้จักกันแพร่หลาย และไม่รู้จักกันแพร่หลาย) มาปะทับกันจนเกิดภาพใหม่ ในลักษณะหนึ่ง คือผู้อภิวัฒน์เป็นศิลปกรรมที่ใคร่จะฝากตัวเป็นทายาทของวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ ทั้งของไทยและของเทศ และก็มิใช่ทายาทของ “สกุล” ใดสกุลหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะทั้งแม่พลอยจาก สี่แผ่นดิน และ สาย สีมา จากปีศาจก็ปรากฏตัวในละครเรื่องนี้ การนำเอาวรรณกรรมที่คนดูส่วนใหญ่รู้จักมาสอดแทรกไว้ในละครเรื่องใหม่เป็นการกระตุ้นให้ผู้ชม “หยุดคิด” และ “ฉุกคิด” ในกรณีของสี่แผ่นดิน ผู้สร้างบทให้โอกาสแม่พลอยออกมาแสดงความฉงนสนเท่ห์ต่อความเปลี่ยนแปลงที่เธอรับไม่ได้ถึงสองครั้งสองครา และในครั้งที่สองนั้น แม่พลอยเดินออกจากบท ผละหนีออกจากกรอบของวรรณกรรมเรื่องสี่แผ่นดิน ไปร้องเรียนต่อ “คุณชาย” แห่งซอยสวนพลูว่า เธอไม่อาจรับความเปลี่ยนแปลงอันแสนจะปวดร้าวได้ ผมต้องยอมรับว่ายังไม่เคยได้ชมละครเรื่องใด ทั้งไทยและเทศ ที่นำเอาเท็คนิค “การทำให้แปลก” (ซึ่งเป็นมรดกของเท็คนิคการแสดงที่เบรคชท์เรียกว่า “Verfremdung”) มาใช้ในเชิงสร้างสรรค์ซึ่งสร้างทั้งความคิดและความบันเทิงได้ดีเท่านี้ ในกรณีของนวนิยายปีศาจ ของเสนีย์  เสาวพงศ์นั้น ก็มีการตัดตอนมาจากฉากที่เจ้าคุณพ่อของรัชนีจัดงานเลี้ยงอันใหญ่โต และใช้โอกาสนั้นบริภาษ สาย  สีมา และเมื่อสาย  สีมาตอบโต้ว่า “ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า” ผู้ชมก็เข้าใจได้ทันทีว่า ปีศาจสัมพันธ์กับคือผู้อภิวัฒน์อย่างไร ในแง่ของการแสดง ฉากนี้ออกจะกระเดียดไปทางภาพยนตร์ไทยมากอยู่ มีการให้แขกที่มาในงานเลี้ยงแสดงวาจาและท่าทีกระแนะกระแหนตามแบบฉบับของภาพยนตร์ไทยที่เรารู้จักกันดี ก็เพียงแต่หวังว่าผู้กำกับการแสดงจงใจให้เป็น “การทำให้แปลก” ในอีกรูปลักษณะหนึ่ง

 

กล่าวโดยทั่วไป บทตัดตอนจากวรรณกรรมที่ผมคิดว่าสร้างความประทับใจได้สูงสุดก็คือ ปฐมบท (prologue) ของเรื่อง ผู้แสดงคนหนึ่งรับหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่อง และเล่านิทานเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องของเด็กกำพร้าที่อยู่โดดเดี่ยวเดียวดายอยู่บนผืนโลก เขาตัดสินใจหนีจากโลกไปยังดวงจันทร์ และก็พบว่า ดวงจันทร์เป็นแค่เศษไม้ผุๆ ชิ้นหนึ่ง เมื่อไปถึงดวงอาทิตย์ ก็พบว่าพระอาทิตย์คือดอกทานตะวันเหี่ยวๆ เมื่อไปถึงดาวก็พบว่าดวงดาวทั้งหลายเป็นแมลงสีทองที่ถูกเสียบติดไว้กับฟากฟ้า ในที่สุดเจ้าหนูนั่นก็กลับลงมาบนผืนโลกที่จ่อมจมไปแล้ว และยังนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวจนบัดนี้ ผมจำได้ว่านิทานเรื่องนี้คัดมาจากบทละครเรื่องวอยเซค (Woyzeck) ของนักประพันธ์เยอรมันในศตวรรษที่ 19 คือ เก-ออร์ก บูคเนอร์ (Georg Buchner) ซึ่งจัดได้ว่าเป็นจุดยอดของละครแห่งความมืดปรัชญาของโลกตะวันตก เมื่อผู้กำกับการแสดงเริ่มเรื่องด้วยการปรับคลื่นอารมณ์ของผู้ชมให้เข้ากับกระแสของปรัชญา “สุญนิยม” (nihilism) เช่นนี้ ผมก็เกิดความกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที คือเป็นห่วงว่าถ้าจงใจจะทำคือผู้อภิวัฒน์ให้เป็นคำรำพันแห่งความสิ้นหวังไปแล้วละก็ คนดูอาจจะเดินออกเสียกลางคันก็ได้ แต่พอติดตามละครเรื่องนี้ไปได้สักพัก ผมก็คลายกังวล ละครประวัติศาสตร์เรื่องนี้อาจเริ่มต้นที่สุญนิยมของบูคเนอร์ แต่เมื่อจบเรื่องนั้นเราได้ปรับเส้นทางเดินไปสู่กฎแห่งไตรลักษณ์อย่างไม่มีวันที่จะหลงทางอีกต่อไปแล้ว

 

ผมไม่คิดว่าการที่ผู้สร้างบทละครของไทยได้รับแรงดลใจมาจากงานศิลปะของตะวันตกบ้างเป็นสิ่งที่เสียหายอะไร ถ้าเขาสามารถที่จะนำประสบการณ์จากต่างวัฒนธรรมมากลั่นกรองและใช้ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์ใหม่ของเขา ผมคิดยิ่งไปกว่านั้นว่า การที่ได้สัมผัสกับวรรณกรรมอันล้ำค่าของเก-ออร์ก บูคเนอร์มา อาจช่วยให้ผู้แต่งมองเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับประวัติศาสตร์ได้อย่างชัดเจน อาจเป็นไปได้ว่าคือผู้อภิวัฒน์ได้รับบทเรียนบางประการจากละครอีกเรื่องหนึ่งของบูคเนอร์ คือความตายของดังตอง (Dantons Tod) บทเรียนนั้นก็คือว่า ผู้อภิวัฒน์ผู้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ มักจะไม่สามารถควบคุมกระแสของประวัติศาสตร์ในช่วงต่อมาได้ คือผู้อภิวัฒน์มิใช่ละครประวัติศาสตร์แบบไทยๆ ที่เรารู้จักกันมาในรูปของละครสดุดีวีรบุรุษ “พระเอก” ของเรื่องนี้สร้างความประทับใจให้แก่เราได้ด้วยความอาภัพของเขาเอง แต่ความอาภัพนั้นกลับกระตุ้นสัญชาตญาณใฝ่ดีในตัวเรา เตือนสติเรามิให้ตั้งอยู่ในความประมาท จะโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม คือผู้อภิวัฒน์เป็นละครสอนคนที่ลึกซึ้งและแยบยล ถ้าจะพูดถึง “ความยิ่งใหญ่” อันเป็นองค์ประกอบหลักของละครประวัติศาสตร์ ก็คงจะพูดได้ในเรื่องของความยิ่งใหญ่ของความคิด ของอุดมการ ของอุดมคติ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของความยิ่งใหญ่ในระดับบุคคล ตัวละครที่เรารู้จักกันดีจากประวัติศาสตร์ชาติไทยยุคใหม่มิได้ก้าวขึ้นมาบนเวทีในคราบของวีรบุรุษ แต่เป็นปุถุชนที่กล้าเข้ามาแบกภาระอันหนักหน่วงที่ดูจะเกินกำลังของพวกเขา และข้อบกพร่องของพวกเขาเองเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ถ้าละครเรื่องนี้ดูแล้วไม่เบื่อ (และผมยืนยันได้จากประสบการณ์ส่วนตัวว่าทุกๆ นาทีของช่วงเวลา 105 นาทีที่ละครเรื่องนี้ดำเนินไป ผมไม่เกิดความรู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย) ก็เป็นเพราะผู้สร้างบทสามารถนำเอาความขัดแย้งในระดับต่างๆ มาทำให้เป็นแก่นของละครที่น่าตื่นเต้นได้ ความขัดแย้งเป็นไปทั้งในระดับของค่านิยม อุดมการณ์ และผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคล ถ้าภาพของ “พระเอก” มิได้ออกมาเป็นภาพของผู้ยิ่งใหญ่ในความหมายธรรมดาสามัญ เราก็คงจะต้องยอมรับความจริงว่า ละครเรื่องนี้ชี้ประเด็นที่อยู่เหนือความสำเร็จหรือความล้มเหลวในทางโลกในระดับบุคคล คือผู้อภิวัฒน์จึงมิใช่ละครที่นำเอาชีวประวัติของบุคคลหนึ่งมาขยายเป็นภาพที่ทาบได้กับความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ชาติไทย ละครเรื่องนี้ให้สัจธรรมที่บ่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีบุคคลใดที่สามารถกำหนดชะตากรรมของส่วนรวมให้เป็นไปได้ดังที่เขาต้องการ เพราะแม้แต่มันสมองอันปราดเปรื่อง ความตั้งใจดี ความตั้งใจจริง และความจริงใจก็มิอาจเป็นตัวกำกับกระแสของประวัติศาสตร์ได้ เราอาจจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้อันแสนปวดร้าวด้วยอุเบกขา และรำลึกถึงคำกล่าวของกาลิเลโอในละครอันเลื่องชื่อของแบร์ทอลท์ เบรคชท์ที่ว่า “บ้านเมืองจะอับจน  ถ้าเรียกร้องให้มีวีรบุรุษ”

 

ขอให้เรามีละครแห่งความคิดที่เข้มข้นเช่น คือผู้อภิวัฒน์ ดูกันต่อไปอีกนานๆ เถิด

 

 

ที่มา :     เจตนา นาควัชระ. “คือผู้อภิวัฒน์…ทางอันแจ่มใสของละครเวทีไทย” ถนนหนังสือ. ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (สิงหาคม 2530).

 

 

 

 


บทวิเคราะห์

 

บทวิจารณ์ของ ศ.ดร.เจตนา  นาควัชระ ต่อละครเวทีเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” ที่เปิดการแสดงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน 2 ครั้งในปี พ.ศ.2530 สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่เด่นชัดของผู้วิจารณ์ต่อกระบวนการวิเคราะห์และวิจารณ์ละครเวทีอย่างเป็นระบบและเป็นปัจเจก ซึ่งบทวิจารณ์ที่จะนำมาวิเคราะห์ในที่นี้เป็นบทวิจารณ์การแสดงครั้งแรกของละครเวทีเรื่องดังกล่าว และตีพิมพ์ใน “ถนนหนังสือ” ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.2530

 

ทั้งนี้ สำหรับท่าทีและน้ำเสียงของผู้วิจารณ์ในคอลัมน์ “ทัศนะวิจารณ์” ต่อละครเวทีเรื่องดังกล่าว ซึ่งเปิดการแสดงเป็นครั้งแรกนั้น ปรากฏชัดถึงความสุขและความหวังที่มีต่อวงการละครเวทีไทยในขณะนั้น โดยถึงแม้ผู้วิจารณ์จะใช้สรรพนามแทนตนเองว่า “ผม” ซึ่งเป็นการเน้นย้ำบทบาทให้ผู้อ่านตระหนักว่า บทวิจารณ์ละครเวทีเรื่องนี้มีความเป็นอัตนัยค่อนข้างสูง กล่าวคือ เป็นความคิดเห็นจากบุคคลคนหนึ่งที่มีต่องานละครเวทีเรื่องหนึ่ง แต่จะสังเกตเห็นได้ว่า ทุกช่วงในการนำเสนอความคิดเห็นผ่านบทวิจารณ์ดังกล่าวนี้ ผู้วิจารณ์จะแสดงทัศนะด้วยการหาเหตุผลต่างๆ มาประกอบเพื่อที่จะสนับสนุนความคิดเห็นของตนให้มีคุณค่า ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะแสดงจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจน

 

บทวิจารณ์เริ่มต้นด้วยการเกริ่นนำของผู้วิจารณ์ที่แสดงทัศนะในเชิงลบต่อวงการละครเวทีไทยในขณะนั้นถึงความฟุ้งเฟ้ออันไร้ประโยชน์ ซึ่งผู้วิจารณ์เรียกว่า “โรคของผู้มั่งคั่ง” โดยผู้วิจารณ์ได้นำปรากฏการณ์ดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเยอรมันตะวันตกซึ่งกำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้ด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม น้ำเสียงของผู้วิจารณ์ที่มองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้กลับมีลักษณะในเชิงประชดประชันมากกว่าจะเห็นเป็นเรื่องร้ายแรง โดยเฉพาะที่ว่า “น่าประหลาดที่ว่าโรคอ้วนตายกำลังจะมากัดกินวงการละครของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างบ้านเรา”

 

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใดที่ผู้วิจารณ์จะแสดงความรู้สึก “ชื่นชอบ” และ “ชื่นชม” เป็นอย่างมากต่อละครเวทีเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” ซึ่งสภานักศึกษา มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์ เป็นผู้จัดแสดง และคำรณ คุณะดิลกเป็นผู้เขียนบท-กำกับการแสดง โดยความรู้สึกดังกล่าวนี้ปรากฏแทรกให้เห็นเกือบทุกช่วงของการวิจารณ์

 

โดยความ “ชื่นชอบ” ประการแรกซึ่งผู้วิจารณ์มีต่อละครเวทีเรื่องนี้ คือ การที่บทละครเรื่องดังกล่าว สามารถลดช่องว่างของความต้องการในบทละครไทย (อันเป็นปัจจัยหลักสำหรับการผลิตละครพูด) กับปริมาณจริงของบทละครไทยที่ปรากฏอยู่ในขณะนั้น ทั้งนี้ ผู้วิจารณ์ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดดีที่บทละครเรื่องนี้มีอยู่นั่นคือ การใช้ภาษา “ที่เข้มข้นด้วยอารมณ์และความคิด” และบางครั้งมีลักษณะ “ตรงไปตรงมาของสารคดี” โดยผู้วิจารณ์ได้แสดงทัศนะเกริ่นนำเพื่อสนับสนุนความคิดเห็นดังกล่าวว่า  ในยุคนั้น (พ.ศ.2530) “ภาษา” มักจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ ในขณะที่ “เวทีละครของเราละเลยหน้าที่ของเวทีแห่งการแสวงหาความจริงไปเสียนาน” พร้อมกันนั้นผู้วิจารณ์ได้ยกคำอภิปรายที่เคยกล่าวไว้ ซึ่งเป็นข้อสมมติฐานที่น่าเชื่อถือว่า “ละครพูดจะก้าวหน้าไปได้ก็แต่ในกรอบของวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ นั่นก็คือ สังคมใดสนับสนุนให้มีการกล่าวความจริงต่อสาธารณชน หรือให้มีการแสดงทัศนะในประเด็นที่มีความสำคัญต่อบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา สังคมนั้นจะสามารถสร้างศิลปะในรูปของละครเวทีที่เข้มข้นและลุ่มลึกขึ้นมาได้” และจากสมมติฐานดังกล่าวนี้เอง จึงเป็นข้อยืนยันที่ผู้วิจารณ์ใช้ในการยกย่องให้ละครเวทีเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” เป็น “จุดเริ่มต้นที่ดีที่จะฟื้นฟูละครพูดของไทยให้เป็น “เวทีแห่งสัจธรรม”

 

ในด้านการแสดง ผู้วิจารณ์ได้แสดงทัศนะว่า ความอ่อนด้อยของนักแสดงบางประการสามารถกลายเป็นอุปสรรคต่อการนำเสนอบทละครที่ดีได้ พร้อมทั้งแสดงจุดยืนของตนเองอย่างเด่นชัดว่า การแสดงที่ดีควรจะ “กระตุ้นปัญญาความคิด” มากกว่าที่จะเป็น “การปลุกเร้าอารมณ์มากเกินไป” พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวชื่นชมองค์ประกอบการผลิตละครเวที อันประกอบไปด้วย ฉาก เสื้อผ้า แสง และดนตรีประกอบในแง่ที่มีความเรียบง่าย พอเหมาะพอดี และไม่ฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นลักษณะที่ผู้วิจารณ์คาดหวังว่าจะได้เห็นจากวงการละครเวทีของไทย

 

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ปรากฏชัดในบทวิจารณ์ละครเวทีเรื่องนี้ก็คือ ผู้วิจารณ์พยายามจะสื่อสารให้ผู้อ่านเห็นภาพของละครอย่างชัดเจนด้วยวิธีนำหลักทฤษฎีการละครแบบ   “เอพิค” ของแบรทอล์ท  เบรคชท์ (นักทฤษฎีการละครชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียง) มาเป็นพื้นฐานในการเปรียบเทียบและพิจารณาคุณค่าของละครเวทีเรื่องนี้ โดยถึงแม้ว่า ผู้วิจารณ์จะตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้กำกับการแสดงคงจะได้สั่งสมความรู้ในด้านกลวิธีมาอย่างกว้างขวาง และก็สามารถคิดต่อเลยไปจากเท็คนิคที่ใช้กันอยู่ทั่วไป” แต่ผู้วิจารณ์ก็ยังคงชี้ให้เห็นถึง “ความซ้ำกัน” บางประการ ระหว่างกลวิธีการนำเสนอของละครเรื่องดังกล่าวกับหลักทฤษฎีการละครแนวเอพิค ในขณะเดียวกันก็กล่าวยกย่อง และระบุให้เห็นถึง “ความเหนือกว่า” ในหลายๆ ด้านที่ละครเรื่องนี้มีเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เบรคชท์ได้เคยทำเอาไว้ในอดีตอีกด้วย โดยเฉพาะในประเด็นของการเอื้อให้ผู้ชมกลับไปคิดต่อเองหลังจากที่ชมละครจบแล้ว ดังตัวอย่างของการแจกเอกสาร “ประกาศคณะราษฎร” ซึ่งผู้แสดงเดินลงมาแจกให้กับผู้ชม โดยผู้วิจารณ์แสดงทัศนะว่าเป็น “การวางตัวเป็นกลางในการสร้างละครประวัติศาสตร์” และ “เป็นการปลุกวิจารณญาณของผู้ดูผู้ชมในกรอบของวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์” หรือกระทั่งตอนจบของเรื่อง ซึ่งผู้วิจารณ์มีความประทับใจมากที่ละครสามารถสะท้อนให้เห็นความหวังของมนุษยชาติ โดยถึงกับกล่าวยกย่องว่า “ถ้าเบรคชท์ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะภาคภูมิใจเป็นอันมากว่า เขามีเพื่อนในประเทศโพ้นทะเลที่นำสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของเขาไปคิดต่อและไปประยุกต์ใช้ได้อย่างดี อาจจะดีกว่าที่เขาลงมือทำเอง หรือที่สานุศิษย์ของเขาในเยอรมันเองได้ทำมาแล้วเสียอีก”

 

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์ได้ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของละครในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งสามารถ “หลอมรวมประสบการณ์ทางศิลปะจากหลายแหล่งเข้าไว้ด้วยกัน” พร้อมกันนั้น ผู้วิจารณ์ก็ได้ใช้กลวิธีสังเคราะห์งานดังกล่าวและอรรถาธิบายเพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างของการนำเอาเทคนิคทางทัศนศิลป์ คือ การ “ตัดปะ” (collage) มาใช้กับงานวรรณกรรม ซึ่งผู้วิจารณ์ได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงคุณค่าดังกล่าว ในขณะเดียวกันก็นำเอาเทคนิคของทฤษฎีการละครแนวเอพิคมาเปรียบเทียบกับเทคนิคการนำเสนอของละครในบางช่วงเช่นเคยเพื่อระบุให้เห็นถึงความ “ชื่นชม” ที่ผู้วิจารณ์มีต่อวิธีการดังกล่าวมากเป็นพิเศษ ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ผู้วิจารณ์แสดงอาการไม่ยอมรับ แต่ก็เป็นในระดับที่พร้อมจะเข้าใจมากกว่าจะเป็นการตัดสินลงไป

 

ทัศนะอันเป็นปัจเจกของผู้วิจารณ์ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผู้วิจารณ์กล่าวถึงความ “ชื่นชอบ” ที่มีต่อ “ปฐมบท” ของละคร ซึ่งคัดมาจากนิทานในบทละครเรื่อง วอยเซค (Woyzeck)1 โดยจากจุดนี้เอง แสดงให้เห็นถึงความรอบรู้อันกว้างขวางของผู้วิจารณ์ โดยเฉพาะในด้านวรรณคดีและปรัชญา ที่สามารถระบุถึง “แหล่งที่มา” และ “ปรัชญา” ที่แฝงอยู่ในงานดังกล่าวได้ นอกจากนั้น ผู้วิจารณ์ยังแสดงให้เห็นถึงความจริงใจต่อความรู้สึกตนเองอันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการเป็นนักวิจารณ์ที่ดี ด้วยการที่ผู้วิจารณ์ระบุถึงความกังวลใจอันเนื่องมาจากความกลัวที่ว่า การเปิดเรื่องด้วยนิทานดังกล่าว จะชักนำให้อารมณ์ของละครคล้อยไปในทิศทางที่หดหู่และสิ้นหวังเหมือนเช่นที่บทละครเรื่องวอยเซคนำเสนอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้วิจารณ์ไม่เห็นด้วย แต่ถัดจากนั้น ผู้วิจารณ์ก็แสดงท่าทีที่ผ่อนคลายและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ “ชื่นชม” เช่นเคย เมื่อผลลัพธ์ของละคร “ปรับเส้นทางเดินไปสู่กฎแห่งไตรลักษณ์อย่างไม่มีวันที่จะหลงทางอีกต่อไป”

 

จากนั้น ผู้วิจารณ์ได้แสดงทัศนะต่อไปอีกถึงการที่ละครเรื่องดังกล่าวได้รับแรงดลใจมาจากงานศิลปะของตะวันตกว่าไม่ใช่สิ่งที่เสียหายประการใด โดยผู้วิจารณ์ได้ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าที่อยู่เหนือพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ละครสามารถนำเสนอ รวมทั้ง ผู้วิจารณ์ได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของความคิดที่ปรากฏอยู่ในละครเรื่องดังกล่าวในหลายแง่มุม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นการแสดงความชื่นชมด้วยวิธีการทางปัญญาที่ลึกซึ้ง และทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงสาระสำคัญที่อาจนึกไม่ถึงหรือมองข้ามไป

 

ในช่วงท้าย ผู้วิจารณ์ได้สรุปสาระอันแสดงถึงสัจธรรมที่ว่า “…ไม่มีบุคคลใดที่ยิ่งใหญ่เท่าชาติของตน ไม่มีบุคคลใดที่ใหญ่จนคับกรอบแห่งประวัติศาสตร์ ไม่มีบุคคลใดที่สามารถกำหนดชะตากรรมของส่วนรวมให้เป็นไปได้ดังที่เขาต้องการ เพราะแม้แต่มันสมองอันปราดเปรื่อง ความตั้งใจดี และความจริงใจก็มิอาจเป็นตัวกำกับกระแสของประวัติศาสตร์ได้…” ซึ่งความจริงดังกล่าวนี้เองที่กระตุ้นเตือนให้ผู้อ่านเกิดการยอมรับและเข้าใจถึงวิถีทางแห่งโลกซึ่งเป็นเจตนาสำคัญที่ผู้วิจารณ์ต้องการให้เกิดขึ้น และอาจกล่าวได้ว่า เป็นสิ่งที่แบร์ทอลท์  เบรคชท์ ซึ่งเป็นนักการละครที่ผู้วิจารณ์ให้การยอมรับและชื่นชมเป็นอย่างสูงให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ดังที่ปรากฏในบทละครของเขาเรื่อง กาลิเลโอ (Galileo)2 ซึ่งผู้วิจารณ์เลือกมาใช้เป็นตัวอย่างที่ว่า “บ้านเมืองจะอับจน ถ้าเรียกร้องให้มีวีรบุรุษ”

 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ผู้วิจารณ์จะใช้ความเป็นปัจเจกค่อนข้างสูงในการวิจารณ์ละครเรื่องนี้ แต่ในความเป็นปัจเจกดังกล่าวผู้วิจารณ์ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ส่วนตัวประกอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือและมีคุณค่า อีกทั้ง เมื่อพิจารณาถึงความมุ่งหวังในเชิงบวกของผู้วิจารณ์ที่มีต่อวงการละครเวที ตลอดจนสังคมและประเทศชาติที่ปรากฏอยู่ตลอดงานวิจารณ์นี้ ก็ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงคุณค่าของพลังทางปัญญาอันเกิดจากงานวิจารณ์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาภูมิปัญญาของบุคคลในชาติต่อไป

 

อดิศร จันทรสุข : ผู้วิเคราะห์

 


1 วอยเซค (Woyzeck) คือบทละครที่เขียนไม่จบของ เกออร์ก  บุคเนอร์ ซึ่งภายหลังคีตกวีชาวออสเตรีย อิลบัน แบร็ก ได้นำไปใช้เป็นร้องในโอเปร่าเรื่อง Woyzeck ของเขา เนื้อเรื่องกล่าวถึงพลทหารไร้การศึกษาที่ถูกสังคมรอบข้างทำร้ายจนมีปัญหาทางจิตและสังหารภรรยาของตน และฆ่าตัวตายตามในที่สุด ละครเรื่องนี้อยู่ในกลุ่มเรื่องแรกๆที่แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อตัวเอกที่เป็นชนชั้นแรงงาน จึงนับเป็นต้นธารของละครแนวสังคมในช่วงทศวรรษที่ 1890 รวมถึงละครแนวเอ็กเพรสชั่นนิสม์ ในด้านสไตล์และแนวแนเชอรัลลิสม์ในด้านเนื้อหา (อ้างอิงโดย พจนีย์ ฉัตรชัยวิวัฒนา จาก Cassell Companion to Theatre. London : Cassell Wellington House, 1999 (p.509).

2 กาลิเลโอ (Galileo) คือบทละครของแบร์ทอลท์  เบรคชท์ ที่กล่าวถึงชีวิตของกาลิเลโอ (1564-1642) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี โดยเรื่องเน้นที่ความพยายามธำรงศักดิ์ศรีของนักวิทยาศาสตร์ไว้ในยามเผชิญหน้ากับการไต่สวนของศาสนจักร แต่ภายหลังสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา เบรคชท์ได้ปรับปรุงบทละครเรื่องนี้ใหม่ โดยลดทอนความเป็นวีรบุรุษของนักวิทยาศาสตร์ลง (อ้างอิงโดย พจนีย์  ฉัตรชัยวิวัฒนา จาก Cassell Companion to Theatre. London : Cassell Wellington House, 1999 (p.185-186).

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*