Chetana Nagavajara Some people in this country get confused between “to welcome” and “to overcome”. Sallynee Amawat has no problem with that. Already well recognized in her early twenties as orchestral player, chamber musician and soloist, she suddenly disappeared from the Thai musical scene. Now she is…
ปาฐกถา เพราะรักจึงสมัครเข้ามาร่วม : อาเซียนฉบับสามัญชน โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. เจตนา นาควัชระ วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Get the latest Flash Player to see this player. [Javascript required to view Flash movie, please turn it on and refresh this page]
ชล เจนประภาพันธ์ / 2012 ในขณะที่ภาพยนต์ของอภิชาติพงษ์ ได้สร้างกระแสของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างล้นเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเพราะ คุณภาพของตัวผลงานเอง รางวัล เนื้อหาของภาพยนต์ที่เปิดปลายไว้ให้ถกเถียง หรือแม้แต่บางสิ่งบางประเด็นที่ขนานคู่กับ เหตุบ้านการเมือง ฯลฯ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คน สังเกตได้จากการชมผลงานของเขาก็คืออุปมาของ “ผี” กับ “พื้นที่” ที่เกินกว่าคำอธิบายจะเข้าถึงได้ (แต่กลับปรากฏเป็นภาพได้) ขณะที่เรามีความเชื่อเรื่องผี ความฝัน เวลา และการดำเนิน ชาติภพอย่างเป็นลำดับขั้น ซึ่งอย่างไรก็ตามภาพยนต์ยังนับว่าเป็นกระบวนการที่ผูกพันธ์อยู่กับระบบเวลา และคงไม่ สามารถแยกออกจากสิ่งนี้ได้ หากในทางกายภาพของการสร้างภาพยนต์ เรายังต้องพึ่งพากระบวนการที่เรียกว่า “การบันทึกและตัดต่อ” โดยธรรมชาติของภาษาภาพยนต์ไม่เคยปล่อยให้เวลาดำเนินเป็นเส้นตรง แต่การจัดวางเหตุการณ์ และเวลาที่ทับซ้อนอย่างไร้ระเบียบต่างหากที่เป็นเป็น “ระบบ” ของการทำภาพยนต์ กระบวนการทางเวลา โดยเฉพาะในนิทรรศการ “ปลุกผี” ยิ่งชี้ให้เห็นโครงสร้างซึ่งแตกออกมาจากกิ่งก้านใบของ ข้อมูลหลักที่อภิชาติพงษ์ใช้สร้างภาพยนต์ การผลิต footage…
จุฬญาณนนท์ ศิริพล ภาพวิดีโอของกลุ่มชายหนุ่มวัยรุ่นวิ่งตามกันบนถนนลูกรัง ภาพของชายหนุ่มในชุดทหารแอบซุ่มยิงคนที่กำลังเดิน ตามคันนา ภาพชายหนุ่มนอนหลับภายใต้แสงสีแดงในยานอวกาศโดยมีเสียงบรรยายเล่าถึงความฝัน ภาพวิดีโอเหล่านี้คือ ส่วนหนึ่งของงานวิดีโอจัดวางชุด “ปลุกผี” ซึ่งเป็นงานศิลปะที่ใช้ชุมชนเป็นฐานในการทำงาน โดยชุมชนดังกล่าวคือ บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นชุมชนที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ประเทศไทยเริ่มจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก กลุ่มชายหนุ่มในภาพวิดีโอเหล่านั้น ก็คือลูกหลานของคนในชุมชนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้านการเมืองของไทย ที่รัฐไม่ต้องการจะรื้อฟื้นเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ แม้คนรุ่นใหม่ในชุมชนนาบัวเอง ก็อาจจะไม่ตระหนักถึงประวัติศาสตร์ของชุมชนตัวเองก็เป็นได้ งานวิดีโอจัดวางชุด”ปลุกผี” ศิลปินไม่ได้นำเสนอประวัติศาสตร์ต้องห้ามนี้อย่างตรงไปตรงมา แต่ศิลปินได้เลือกใช้ ภาพตัวแทนและกระบวนการทำงานที่ทำร่วมกับชุมชนมาประกอบสร้างความทรงจำที่สูญหายไปขึ้นมาใหม่อย่างมีชั้นเชิง เช่น การที่ศิลปินเปิดโอกาสให้วัยรุ่นในชุมชนจินตนาการและออกแบบยานอวกาศเพื่อใช้เป็นยานย้อนเวลากลับสู่อดีต หรือให้วัยรุ่นมาแต่งตัวและแสดงเป็นทหารของรัฐไทยที่แอบซุ่มยิงชาวบ้านที่กำลังเดินตามคันนา หรือการผสมผสานความ ฝันของตัวศิลปินเองเข้ากับความฝันของวัยรุ่นในชุมชนและเรื่องราวของลุงบุญมีผู้ระลึกชาติได้ จนได้ออกมาเป็นเสียง บรรยายขณะที่ชายหนุ่มนอนหลับภายใต้แสงสีแดงในยานอวกาศเป็นต้น เหล่านี้เป็นวิธีการนำเสนอเรื่องราวใน ประวัติศาสตร์จากมุมมองของศิลปินที่เปิดกว้างต่อการตีความ ผู้ชมงานมีโอกาสที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์ของตนเองเข้า กับตัวงานศิลปะได้อย่างอิสระ บางคนอาจเชื่อมโยงงานเข้ากับประสบการณ์ของตนในช่วง 6 ตุลา หรือ เหตุการณ์พฤษภา 53…
นางสาว วศินี เตชะพานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Flu-fool คือความเจ็บ ที่พูดไม่ได้ “ศิลปะมันต้องมีความหลากหลาย ต้องสะท้อนสังคม ไม่ว่าจะแปลกแหวกแนวขนาดไหนก็ต้องมี “แก่น” เรื่อง ผมหวังว่าวันหนึ่งจะมีกลุ่มคนที่ชอบเสพและตีความ “สาร” ในงานละครของเรา” ธีระวัฒน์ มุลวิไล จากคำพูดดังกล่าวของคุณธีระวัฒน์ มุลวิไล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คาเงะ(ชิโยะ)” ซึ่งเป็นผู้กำกับละครเวทีเรื่อง Flu-fool คำกล่าวของเขานั้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวคิดและมุมมองในการทำละครเวทีของเขา เขามองว่าละครเวทีเป็นศิลปะที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงสังคมในปัจจุบันขณะได้ โดยสารจากละครนั้นจะต้องมีแก่นของเรื่องที่จะสื่อไปถึงผู้ชม แต่ก็มียังมีช่องว่างเพื่อให้ผู้ชมได้เกิดการตีความจากการแสดงผ่านทาง Physical movement ที่เขาหลงใหล จนได้เข้ามาทำในกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ได้ฝึกฝนความสามารถ และสั่งสมประสบการณ์ จนได้ก่อตั้งกลุ่มบีฟลอร์ (B Floor Theatre) ขึ้น เพื่อการสานต่อเจตนารมณ์ที่ต้องการสร้างการแสดง Physical…
วิจารณ์ละครเวที : Flu-Fool น.ส.พัสตราภรณ์ บุญชู “หากสิ่งที่คุณเชื่อกำลังล่มสลาย คุณจะคว้าความเชื่อใหม่ หรือยื้อความเชื่อเก่าไว้จนสุดแรง” ถ้านี่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ สิ่งที่จะได้ก็น่าจะมีความหลากหลายต่างกันไปในแต่ละกลุ่มคน แต่ละความคิด แต่ทว่าคำถามนี้มิได้ต้องการคำตอบแต่อย่างใด สิ่งที่พวกเขาต้องการจากผู้ชมคือความรู้สึกเสียมากกว่า นี่คือความประสงค์ขั้นพื้นฐานของกลุ่มคนผู้ร่วมสร้างการแสดงที่มีชื่อว่า “Flu-Fool” ซึ่งเป็นการแสดงภาคต่อของ “Fool-Alright” “Fool-Flu” เป็นการแสดงที่ใช้ร่างกายเป็นหลักในการนำเสนอ “สาร” หรือ “บางสิ่งบางอย่าง” ออกมาจากความรู้สึก จากเรื่องราวที่ถูกอัดแน่น และพร้อมที่จะพรั่งพรูข้อเท็จจริงเหล่านั้นออกมาเพื่อให้ผู้ชมได้มีส่วนในการรู้เห็น รับฟัง ไปจนถึงกระทั่งร่วมตัดสินจากความคิดของพวกเขา ผู้สร้างสรรค์งานชิ้นนี้มีความพยายามและตั้งใจอย่างยิ่งที่จะนำเสนอออกมาให้ครบถ้วนในเนื้อหาสาระ และที่สำคัญคือมุมมองความคิดที่ต่างออกไปเกี่ยวกับสังคมและเหตุการณ์การเมืองไทย ซึ่งเรียกได้ว่าอยู่ในจุดที่ย่ำแย่อย่างมากถึงมากที่สุด จนยากแล้วที่จะสามารถไขว่คว้าหาเจอซึ่งแสงสว่าง ดังนั้นภาพการแสดงจึงถูกสะท้อนให้ออกมาด้วยรสชาติความเจ็บปวดที่ต่างกันออกไป ความเจ็บปวดที่นำมาซึ่งความน่าสมเพชเวทนา และน่าสงสารที่อาจไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว B-Floor กลุ่มละครที่มีความโดดเด่นด้าน Physical Theatre Performance ได้ทำหน้าที่อย่างดีในการสื่อสารงานแสดงที่มักจะสะท้อนสังคมหรือการเมือง โดยมุ่งหวังให้เกิดการตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างที่พวกเราอาจจะคาดไม่ถึงหรือมองข้ามไป ได้กลับมามีบทบาท โลดแล่นอยู่ในสมองส่วนใดส่วนหนึ่งอีกครั้งอย่างไม่ทันตั้งตัว “Flu-Fool”…
วิจารณ์ละครเวทีเรื่อง “FLU- FOOL” ริญรภัสร์ อริยกรวิจิตร์ ละครเวทีเรื่อง Flu-Fool เป็นละครที่นำเสนอเรื่องราวผ่านการเคลื่อนไหว ให้กระแทกโสตประสาททั้งภาพและเสียง มีการใช้มีเดียเพื่อเสริมความหมาย โดยมีช่องว่างให้ผู้ชมสามารถจิตนาการ แต่ก็ไม่เป็นกลางในการนำเสนอ และไม่มีความประนีประนอม ต้องยอมรับว่า คุณ ธีระวัฒน์ มุลวิไล ผู้กำกับการแสดงเรื่องนี้ มีประเด็นที่จะนำเสนออย่างชัดเจน และมีจุดยืนของตนที่แน่ชัด หากทุกท่านได้อ่านสูจิบัตรก่อนที่จะเข้ารับชมการแสดง ก็จะทำให้เข้าใจถึงโครงเรื่องที่ผู้กำกับต้องการจะนำเสนอ ในสูจิบัตรได้เขียนข้อความสั้นๆเกี่ยวกับละครเวที ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้อ่านก็ทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ในระดับหนึ่งที่ว่า ผู้กำกับต้องการที่จะสะท้อนให้เห็นถึงประเทศไทยในปัจจุบัน โดยเขียนเป็นสูตรดังนี้ “สำนึกความเชื่อ + ความเป็นตัวตน = เอกลักษณ์(เพิ่ง)ถูกสร้าง(ดั่งโฆษณาชวนเชื่อ)” และยังได้ขยายความเกี่ยวกับเรื่องราวที่จะนำเสนอ เพื่อต้องการให้ผู้ชมคิดย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต และใช้เหตุการณ์เหล่านั้น สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน ผู้กำกับไม่ต้องการให้ผู้ชมถามหาแต่อนาคตที่เพ้อฝัน งมงาย จึงมีคำกล่าวในสูจิบัตรว่า “จงเฝ้ารอคอยอดีตจะพิพากษาปัจจุบัน….หวังว่าเวลาจะสำรอกความจริง…ได้บ้าง” สำหรับผู้เขียนแล้ว มีความเห็นว่า ผู้กำกับได้บอกกล่าวให้ผู้ชม ได้รับรู้ก่อนเข้าชมการแสดงว่า เรื่องราวที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นนั้น เป็นเรื่องราวที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย…
สรุปประเด็นการเสวนา “ขึ้นเขียง” ทวีวัฒน์ กำเนิดเพ็ชร และไพบูลย์ โสภณสุวภาพ กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม 2554 เวลา 15.00 -17.00 น. ณ ห้อง 501 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ————————- ผู้นำการเสวนาครั้งนี้คือ อาจารย์อภิรักษ์ ชัยปัญหา การเสวนาครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 30 -40 คน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ 1. ประวัติและความเป็นมาของ “กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์” คุณทวีวัฒน์ กำเนิดเพ็ชร เล่าว่าก่อนหน้าที่จะมี “กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์” โดยส่วนตัวก็ทำงานอยู่กับคณะละครหลายๆ คณะอยู่แล้ว โดยเริ่มเข้าสู่แวดวงละครเวทีจากการทำงานร่วมกับพี่บิ๊ก ดำเกิงและเข้าอบรมการแสดงจาก “คณะละคร 28” และร่วมก่อตั้ง…
สรุปประเด็นการเสวนา “ขึ้นเขียง” ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ New Theatre Society วันเสาร์ที่ 3 กันยายน 2554 เวลา 15.00 -17.00 น. ณ ห้อง 601 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ————————- ผู้นำการเสวนาครั้งนี้คือ คุณณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง การเสวนาครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 30 คน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ 1. ประวัติความเป็นมาของ New Theatre Society และปรัชญาในการทำงาน คุณดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ (บิ๊ก) แนะนำสมาชิกหลักของกลุ่มละครประกอบด้วย คุณปานรัตน กริชชาญชัย (อิ๋ว) คุณช่อลดา สุริยาโยธิน (ออยล์) คุณกฤษณะ …
SSMS: เมื่อศิลปากรเริ่มรู้จัก “วัฒนธรรมระนาดทุ้ม” เจตนา นาควัชระ มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นเจ้าภาพ (เรียกอย่างชาวบ้านว่า “เบ๊”) ในการจัดการฝึกอบรมนักดนตรีเยาวชนภาคฤดูร้อนหรือ Silpakorn Summer Music School (SSMS) ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 แล้ว แต่เดิมจัดที่วิทยาเขตเพชรบุรี แต่ผลของน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้วทำให้ต้องย้ายมาจัดที่กรุงเทพในปีนี้ การฝึกอบรมทุกครั้งจะจบด้วยการแสดงดนตรีด้วยวงซิมโฟนีขนาดใหญ่ ซึ่งดุริยางนิพนธ์ที่นำมาแสดงดูจะมีลักษณะท้าทายมากขึ้นทุกปี รายการแสดงเมื่อคืนวันพุธที่ 11 เมษายน 2012 ที่หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ ทำให้ผู้รักดนตรีคลาสสิกจำนวนไม่น้อยเคลือบแคลงสงสัยว่า หนูน้อยทั้งหลายซึ่งส่วนหนึ่งยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมจะสามารถบรรเลงเพลงยากๆ ที่ประกาศไว้ในโปรแกรมได้ละหรือ การแสดงจริงทำให้แฟนเพลงคลาสสิกของเราต้องอ้าปากค้างด้วยความตะลึงว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ครูผู้ฝึกสอนและวาทยกรจะทำให้เด็กกลุ่มนี้เล่นซิมโฟนีหมายเลข 5 ของ Dmitri Shostakovich ได้อย่างมีชีวิตชีวายิ่ง ผมเคยดูวิเดโอการซ้อมซิมโฟนีบทนี้ ซึ่ง…