หลากเรื่องเล่าของคนนอนดึก  ในละครเวทีเรื่อง Taxiradio :  การวิพากษ์และเปิดเปลือยชีวิตชาวกรุง (เทพฯ) ได้อย่างถึงใจ

หลากเรื่องเล่าของคนนอนดึก  ในละครเวทีเรื่อง Taxiradio : 
การวิพากษ์และเปิดเปลือยชีวิตชาวกรุง (เทพฯ) ได้อย่างถึงใจ

 

 

อรพินท์  คำสอน

 

          เมื่อคืนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561  ผู้เขียนได้มีโอกาสชมละครเวทีเรื่อง “Taxiradio” ของ FULLFAT  Theatre ที่ Ware House 30  ต้องถือว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ได้รู้จักผลงานแสดงของคณะ   FULLFAT Theatre  และพื้นที่แสดงละครเวทีแห่งใหม่อันเป็นโกดังที่ปรับให้ใช้งานใหม่ได้  ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับท่าน้ำสี่พระยา  ที่ตนไม่เคยรู้จักมาก่อน

          ละครเวทีเรื่อง  Taxiradio   สะท้อนชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ในยามราตรีที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถบนท้องถนน   ทั้งคนขับแท็กซี่  ผู้โดยสาร และคนขับรถส่วนตัว  ซึ่งต่างเชื่อมโยงกันด้วยรายการวิทยุ Taxiradio  ที่เป็นเสมือนเพื่อนคลายเหงายามเดินทาง   คนกลุ่มนี้ไม่เพียงพร่ำบ่น  เสียดเย้ย  ก่นด่า และปลดปลงไว้ได้อย่างแสบสันถึงใจผู้ฟัง  ถึงปัญหารถติดที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   และอารมณ์ของผู้เล่าก็ยิ่งทวีความเกรี้ยวกราดเพิ่มขึ้น  เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่ส่งผลให้รถที่ติดอยู่แล้วยิ่งติดหนักขึ้นอีก  ไม่ว่าจะเป็นการขับรถผ่านถนนที่มีการสร้างรถไฟฟ้า  การเกิดอุบัติเหตุทั้งจากรถชนกันและจากการก่อสร้าง  เช่น  คานเหล็กร่วงลงมาทับรถที่จอดอยู่บทถนนด้านล่าง  และ  ฝนตก   นอกจากนี้ยังเปิดพื้นที่ให้กับตัวละครหลักในเรื่องได้ยังระบายความในใจเกี่ยวกับปัญหาส่วนตัว  เช่น  ความไม่เข้าใจกับคนในครอบครัว   ความเหงาที่ต้องเลิกรากับคนรักเก่า  ความเครียดของคนพยายามหาปั๊มเพื่อเข้าห้องน้ำ  ความเป็นห่วงแม่และภรรยาที่เฝ้ารอ  ความวิตกกังวลที่ต้องไปทำงานสายเพราะรถติด    และบางคนก็วิพากษ์ปัญหาสังคมของประเทศไทยในองค์รวมด้วย อาทิ  ความวุ่นวายทางการเมือง  วิกฤตศรัทธาในทางพุทธศาสนา  การยกพวกตีกันของเด็กวัยรุ่น  ปัญหาเด็กแว้น  อคติทางชาติพันธุ์ และการตั้งคำถามเกี่ยวกับการให้คุณค่าและความหมายของชีวิตคนในยุคปัจจุบัน นับเป็นการรวบรวมและถ่ายทอดปัญหาของทั้งคนกรุงเทพฯ และปัญหาร่วมของชาติไว้อย่างรอบด้าน

          ขณะเดียวกัน  ละครเรื่องนี้ยังได้สะท้อนปัญหาคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ที่คนกรุงเทพฯ ไว้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมผ่านเรื่องราวของตัวละครที่ต่างเพศ วัย อายุ  อาชีพ  แต่กลับเผชิญปัญหาและชะตากรรมที่คล้ายคลึงกัน  ไม่ว่าจะเป็นการต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเร่งรีบ  ความกดดัน และความคาดหวังที่จะต้องประสบความสำเร็จ หรือเป็นที่ยอมรับจากคนอื่น  ตามวิถีชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน   การเผชิญปัญหาการไม่เข้าใจ  ไม่รับฟังกัน  และการไม่มีเวลาให้กันระหว่างคนในครอบครัว  คนรัก  เพื่อน และคนในสังคมรอบตัว   รวมไปถึงอุบัติเหตุบนท้องถนนหลากหลายรูปแบบที่ผู้คนต้องเผชิญ  ซึ่งตัวละครจำนวนหนึ่งประสบเคราะห์กรรมถึงตาย  ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มที่เสียชีวิตจากการถูกลูกหลงกระสุนปืนในเหตุวุ่นวายทางการเมือง    ชายคนขับแท็กซี่ที่ต้องตาย  เพราะถูกไฟดูดเมื่อลงจากรถขณะน้ำท่วม     และบางคนโชคดีที่ยังแค่เฉียดตาย  เช่น   หญิงสาวที่เกือบจะโดนคานเหล็กที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าหล่นทับขณะขับรถกลับบ้าน หรือหญิงสาวที่เกือบถูกลูกหลงจากกลุ่มเด็กแว้นไล่ยิงเด็กปั้มชาวต่างด้าว  ขณะกำลังเดินไปเข้าห้องน้ำ

          ความน่าสนใจประการหนึ่งของละครเรื่องนี้   คือ วิธีการถ่ายทอดเรื่องเล่าจำนวนมากในเวลาอันจำกัดเพียง 90 นาที  ซึ่งพบว่ามีการใช้การเล่าเรื่องหลากหลายวิธี  ทั้งการให้ตัวละครเล่าเรื่องของตนโดยตรง  ผ่านการบอกเล่าของตัวละครบนเวที  ผ่านกระแสสำนึกของตัวละคร   ผ่านรายการวิทยุ  ทั้งให้ดีเจเป็นผู้เล่า  หรือการ “เปิดสาย” ให้ผู้ฟังเป็นผู้เล่า   อีกทั้ง จังหวะของการนำเสนอเรื่องเล่าเหล่านี้ก็อาศัยวิธีการที่หลากหลายและชวนติดตาม   บางครั้งจะเป็นการเล่าเรื่องทีละเรื่อง  บางครั้งก็เป็นการสลับกันเล่าเรื่อง 2-3 เรื่องไปพร้อมๆ กัน  หรือบางครั้งก็มีการเล่าเรื่องหลายๆ เรื่องพร้อมๆ กัน  ซึ่งมีทั้งการซ้อนทับ เหลื่อมซ้อน ปะทะและแข่งขันกันอย่างเซ็งแซ่   เช่น  การใช้คลื่นแทรกระหว่างออกอากาศ  หรือมีเสียงอื่นๆ แทรกขณะตัวละครเล่าเรื่อง   นับเป็นเทคนิคที่ชาญฉลาด  ซึ่งทำให้คนดูต้องมีสมาธิจดจ่อกับเรื่องอยู่ตลอดเวลา 

แม้ว่าในด้านหนึ่ง  ปริมาณเรื่องเล่าจำนวนมากที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเช่นนี้ได้กระตุกเตือนผู้ชม (โดยเฉพาะผู้ที่เป็นคนกรุงเทพฯ)  ที่เรื่องจากชินชาที่ต้องทนอยู่กับปัญหาเหล่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   ได้เริ่มสำเหนียก  หยุดคิด  และทบทวนถึงปัญหาที่รายล้อมรอบตัวเราอีกครั้ง  แต่ขณะเดียวกันเรื่องเล่าจำนวนมากเหล่านี้ก็กลายเป็นจุดอ่อนของละครเวทีเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน   เพราะทำให้เรื่องขาดจุดเน้น  และผู้ชมไม่อาจจะรับสารที่เป็นแก่นของละครได้  เพราะแม้ว่าคนในยุคใหม่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมข้อมูลข่าวสาร   แต่วิธีการรับข้อมูลส่วนใหญ่อาศัยการรับผ่านตาด้วยการดู  มากกว่าผ่านหูด้วยการฟัง  จึงทำให้ผู้ชมขาดความจัดเจนที่จะใช้เวลาในการครุ่นคิดถึงประเด็นปรัชญาที่ลุ่มลึก  ถ้อยคำที่งดงาม หรือวลีคมๆ  ที่เพิ่งได้ยินผ่านหูไป  เพราะต้องตั้งรับกับเรื่องเล่าเรื่องต่อๆ ไปที่มีตามมาอย่างไม่ขาดสาย

ข้อเด่นของละครเรื่องนี้อีกประการคือ  วิธีการ “น้อยแต่มาก” ที่ปรากฏให้เห็นส่วนต่างๆ ของเรื่อง  ทั้งในเรื่องของฉาก   จะเห็นได้ว่าทั้งเรื่อง  เราเห็นเพียงพระจันทร์ดวงใหญ่ตั้งแต่เปิดจบจนปิดเรื่อง  โดยไม่มีการเปลี่ยนฉากใดๆ   แต่ในฐานะผู้ชมกลับรู้สึกว่าเรื่องราวที่กำลังชมเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ  เพราะผู้แสดงอาศัยการเปลี่ยนเรื่องเล่า  แสง  สี  และพื้นที่การแสดงไปตามจุดต่างๆ ทั่วพื้นที่การแสดง  ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมสร้างฉากในจินตนาการของตนเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าที่ตนกำลังรับฟังและรับชมอยู่  

ประเด็นต่อมาคือ  ตัวละคร  นักแสดงหลักในเรื่องนี้มีเพียง 4 คน  แต่ในขณะที่ชมกลับรู้สึกว่ามีตัวแสดงมากกว่านั้นที่กำลังโลดแล่นอยู่บนเวทีละคร    ทั้งในฐานะของของตัวละครหลักที่ถ่ายทอดเรื่องราวของหญิงคนทรง  หญิงสาวผู้เฉียดตาย   วิญญาณผู้ชาย  และคนขับรถแท็กซี่   และตัวประกอบเรื่องเล่าของเหล่าตัวละครหลัก  ที่ปรากฏในฐานตัวละคร  และเสียงประกอบต่างๆ ทั้งดีเจรายการวิทยุ  นักร้อง  เทวดา  นางฟ้า  ผู้ประกาศข่าว 
เสียงสปอตโฆษณา  ผู้ฟังรายการ  ผู้แสดงทั้ง 4 คนต่างสลับบทบาทการแสดงของตนได้อย่างเป็นธรรมชาติ  และขณะที่เล่นด้วยกันก็แสดงเสริมกันได้อย่างลงจังหวะและลื่นไหล   เพื่อสนับสนุนให้เรื่องราวในเรื่องที่ดำเนินต่อเนื่องกันอย่างไม่หยุด  การสอดประสานและสลับสับเปลี่ยนไปมาของเรื่องเล่าแต่ละเรื่องทำได้อย่างไม่ขาดช่วง  ซึ่งต้องขอชื่นชมว่านักแสดงทุกคนผ่านการซ้อมมาอย่างหนัก  จึงไม่มีการผิดคิวให้เห็นเลย 

ในแง่ของดนตรีประกอบพบว่า  แม้ละครเวทีเรื่องนี้จะใช้นักดนตรีเพียง 2 คน แต่ก็สามารถสร้างเสียงประกอบได้อย่างหลากหลาย  นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญช่วยเพิ่มทั้งมิติของเสียง และความมีชีวิตชีวาให้กับเรื่องได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าเสียงหลัก  อย่างบทเพลงที่บรรเลงและขับร้องในรายการวิทยุที่ใช้การเล่นดนตรีและร้องสด รวมถึงเสียงประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงประกาศ  เสียงจากสื่อโฆษณา  เสียงฝนตก  ฟ้าร้อง  เสียงรถชน  เสียงการจราจรบนท้องถนน  และเสียงแตร   การใช้ดนตรีสดเช่นนี้ช่วยสร้างอารมณ์ร่วมของผู้ชมให้มีต่อเรื่องเล่าต่างๆ ในละครเรื่องนี้ได้เพิ่มมากขึ้น

ผู้เขียนคิดว่าตนเองถือเป็นผู้โชคดีที่ได้รับสิทธิพิเศษในการชมละครเรื่องนี้  นั่นคือ  การเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เพราะไม่เพียงแต่จะเข้าใจเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตัวละครกล่าวถึงเท่านั้น  แต่เหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นยังสร้างอารมณ์และประสบการณ์ร่วมไปพร้อมกับตัวละครด้วย  จึงอดคิดไม่ได้ว่า  หากผู้ชมไม่ใช่คนกรุงเทพฯ จะตามเรื่องราวและเหตุการณ์ที่นำเสนอได้ทั้งหมดและครบถ้วนเหมือนกับตนหรือไม่

แม้ว่า Taxiradio  จะนำเสนอแต่ภาพด้านลบ และเปิดโปงแง่มุมที่น่ารังเกียจของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันไว้มากมายเพียงใด  แต่ผู้เขียนกลับรู้สึกว่า  ละครเรื่องนี้มิได้สร้างขึ้นจากความชิงชังชีวิตเมืองของกรุงเทพฯ  แต่ให้เป็นความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียด  เพราะโดยตลอดเรื่องมีร่องรอยของภาพจำที่งดงามของสังคมกรุงเทพฯ ในอดีตปรากฏอยู่  ทั้งในคำปรารภของตัวละคร และในสัญญะที่การแสดงความรู้สึกโหยหาอดีต (nostalgia)  ได้อย่างชัดเจนผ่านบทเพลงในยุค 60  ยังทั้งตัวละครและผู้ชม (ที่เกิดทันเพลงในยุคนั้น)  ยังคงจดจำและร้องคลอตามได้  ไม่ว่าจะเป็น Startdust ซึ่งเป็นเพลงเปิดการแสดงละครเรื่องนี้ หรือเพลง Sha la la la la และ Wowo Yaya  ที่ถูกกล่าวอ้างถึงอยู่บ่อยครั้งในเรื่อง  นับเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของความสุขในอดีตที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ และพร้อมที่จะหวนระลึกถึงอยู่เสมอๆ

ขณะเดียวกันละครเรื่องนี้ได้ใช้คนกรุงเทพฯ เพื่อตั้งคำถามที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งว่า  อะไรคือคุณค่า  เป้าหมาย  และความสำคัญที่แท้จริงในชีวิต   เพราะคน (เมือง) ในยุคปัจจุบันหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตน  โดยเลือกใช้ชีวิตวิ่งตามกระแส ค่านิยม และความต้องการของสังคม  เพื่อไล่ตามและไขว้คว้าชื่อเสียง  เงินทอง  เกียรติยศ   และการยอมรับจากคนอื่น  จนหลงลืมคนสำคัญที่ใกล้ชิด   โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในครอบครัว   ซึ่งกว่าที่จะตระหนักรู้คุณค่าและความสำคัญของคนเหล่านี้ได้ก็ในนาทีที่เฉียดตาย  หรือทำได้เพียงพร่ำบ่นและคร่ำครวญเสียดายเวลาที่จะได้อยู่กับคนที่รัก  หรือร้องขอเวลาเพื่อปรับความเข้าใจกับคนในครอบครัวและแก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีต  เมื่อรู้ว่าตนได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว   

จดหมายของชายคนขับแท็กซี่ที่เขียนให้ลูกสาวเพื่ออ่านในวันแต่งงานของเธอในตอนจบของเรื่อง   นับเป็นการชี้ทางออกให้กับทั้งตัวละครและผู้ชมว่า  การสร้างสมดุลให้ชีวิตและการสร้างสังคมที่มีความสุขสามารถทำได้ง่ายๆ  เพียงแค่เราให้ความสำคัญกับคนรอบข้างมากกว่าตัวเอง   มีเวลาให้แก่กันเพิ่มขึ้น  รับฟังกันมากขึ้น  ช่องว่าง  ความขัดแย้ง  และความไม่เข้าใจระหว่างกันก็จะลดลง  “ไออุ่นของความเป็นมนุษย์”  สร้างขึ้นได้ไม่ยาก  หากเราเริ่มลงมือทำเสียแต่วันนี้  ก่อนที่จะต้องเสียใจเมื่อสายเหมือนกับที่ตัวละครหลายตัวแสดงให้ดูเป็นอุทาหรณ์แล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*