สองเรื่องสองรส : ข้อคิดจากเทศกาลละครกรุงเทพ 2560

สองเรื่องสองรส : ข้อคิดจากเทศกาลละครกรุงเทพ 2560

 เจตนา  นาควัชระ

 

เทศกาลละครกรุงเทพ 2560 เปลี่ยนพฤติกรรมของการดูละครของคนรุ่นผมซึ่งเติบโตมากับงานวัดอย่างเลี่ยงไม่ได้  เมื่อสมัยที่จัดที่ถนนพระสุเมรุ  ผมรู้สึกว่าเป็นธรรมชาติดี  เพราะผันตัวจากการชมละครเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่งได้ตามสบายใจ  บางครั้งก็ดูจบเรื่องบ้างไม่จบเรื่องบ้าง  แต่ไม่รู้สึกเสียรสแต่ประการใด   เพราะเคยชินกับขนบของงานวัด  มาครั้งนี้ต้องปรับตัวเองเข้าระบบของการแสดงละครที่มีรอบ  มีกำหนดเวลาที่ตายตัว  การถูกจัดเข้ากรอบก็เป็นการศึกษาอย่างหนึ่งเช่นกัน  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน  2530  ผมตัดสินใจไปชมละครเพียง 2 เรื่องใน 2 รอบต่อกัน  และก็อดชื่นชมผู้จัดไม่ได้ที่รู้จักรักษาเวลา  รักษาระเบียบ  เพื่อให้คณะละครคณะหนึ่งแสดงจบได้ทันเวลา  โดยเอื้อให้ต่อไปได้เตรียมฉากสำหรับรอบต่อจากนั้นให้เรียบร้อย  เพื่อนร่วมงานผมบางคนดูมากกว่า 2 เรื่องเสียด้วยซ้ำในวันเดียวกัน  ไม่ทราบว่าเขาปรับอารมณ์ได้อย่างไร 

ละครเวทีเรื่องแรกที่ผมได้ชมคือ #มันจะพังๆ หน่อย  ซึ่งดัดแปลงมาจากต้นฉบับอเมริกันที่ได้รับรางวัล
พูลิเซอร์มาแล้ว  เห็นชื่อภาษาไทยแต่แรกก็เริ่มหงุดหงิดแล้วตามประสาของผู้สูงอายุ  ดูราวกับว่าต้องการจะเรียกร้องความสนใจด้วยการตั้งชื่อให้น่าตื่นเต้น  เพราะถ้ายึดตามต้นฉบับเดิมที่มีชื่อว่า Crimes of the Heart แล้ว  ชื่อใหม่ดูราวกับจะไม่ให้ความเคารพต่อต้นฉบับ  แต่เมื่อละครเล่นไปได้สัก 10 นาที  สิ่งที่ค้างคาใจผมก็อันตรธานไปสิ้นด้วยการแสดงที่ลงตัวอย่างน่าทึ่ง  ตัวละครเอกคือสามสาวพี่น้องต่างก็มีชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ กันไป  และแต่ละคนก็จัดการกับปัญหาของตัวด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน  การหาผู้แสดง 3 คนที่สะท้อนบุคลิกภาพอันแตกต่างกันอย่างนี้ย่อมจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็โชคดีนักหนาที่ผู้กำกับการแสดงเฟ้นหานักแสดงที่ตีบทได้แตก  และสร้างบุคลิกภาพให้แก่ตัวละครต่างๆ ได้อย่างน่าประทับใจ  สำหรับฝ่ายชายสามคน  แม้บทจะไม่มากนัก  แต่ก็เป็นได้มากกว่าตัวประกอบ  โดยเฉพาะคุณทนายที่ตอนจบเล่นบทของผู้ตระหนักในจริยธรรมและเลิกล้มความตั้งใจที่จะแก้แค้นสามีที่เลวร้ายของน้องสาวคนสุดท้องไปเสีย  เป็นการตั้งประเด็นที่หนักหน่วงด้วยภาษาที่สุดแสนจะธรรมดาได้อย่างซาบซึ้งกินใจ ทำให้ละครสุขนาฏกรรมปรับตัวขึ้นมาเป็นโศกนาฏกรรมขนาดเล็กที่มีความสง่างามได้อย่างคาดไม่ถึง

SUPACHAIAREERUNGRUANG.com

แต่ใครก็ตามที่ได้ชมการแสดงครั้งนี้ก็คงจะต้องยอมรับว่า  นักแสดงจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่แสดงได้แคล่วคล่องไม่ขัดเขิน  การดำเนินเรื่องและการแสดงลื่นไหลไม่ติดขัด และที่น่าชมเชยก็คือ  ทุกคนพูดได้ชัดเจนเหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละตอน  ราวกับว่าเรากำลังอยู่ใน “โรงละครแห่งชาติ”  ในเมืองใหญ่ในประเทศตะวันตกแห่งใดแห่งหนึ่งก็ไม่ปาน   ผู้กำกับการแสดงของไทยย่อมรู้ดีว่า  การหานักแสดงที่รู้ว่าตัวบทหมายความว่าอะไร   เขากำลังพูดอะไร  และสื่อสารได้ชัดเจนนั้น   ไม่ใช่เรื่องง่าย  ความจริงผู้กำกับการแสดงไม่ควรออกมาเล่าภายหลังถึง “เบื้องหลังการถ่ายทำ” ในทางเฟซบุ๊กเลย  เพราะถ้าไม่บอกก็เดาได้ว่าต้องทำงานหนักกันมาแล้ว  สิ่งที่ดึงดูดใจมากก็คือ  การใช้อารมณ์ขันเป็นช่วงๆ  มิใช่ในฐานะของเครื่องมือในการสร้างความบันเทิง  แต่ในฐานะตัวสื่อของการมองชีวิตด้วยวิธีการที่ตรึงคนดูให้คิดคล้อยตามได้  เมื่อไม่ได้เห็นต้นฉบับก็จำต้องเดาเอาว่า  เชื้อไฟของศิลปะการละครอันยิ่งใหญ่น่าจะมีอยู่ในต้นฉบับแล้ว  แต่ในตอนท้ายเรื่อง  เมื่อสามสาวหันมาพินิจชะตากรรมของตัวเองแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกันเป็นเวลานานนับนาทีนั้น  คนดูที่มีอารมณ์อ่อนไหวก็คงแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  ทำอย่างไรเสียงหัวเราะจึงเรียกน้ำตาได้  นั่นคือข้อประกันความสามารถของผู้เขียนบท  ผู้แปลงบท ผู้กำกับการแสดง  ผู้แสดง และทุกคนที่มีส่วนร่วมในการแสดงครั้งนี้  แต่ก็อีกนั่นแหละ  ผู้ชมจำนวนหนึ่งเหมาเอาว่าเมื่อตัวละครหัวเราะ  พวกเขาจำจะต้องหัวเราะตาม   ซึ่งก็น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง  เพราะโอกาสที่จะได้ชมละครชั้นดีที่เล่นกับอารมณ์อย่างไม่ตรงไปตรงมานั้นอาจจะมีน้อย  และคงแทบไม่มีเลยในละครโทรทัศน์ของบ้านเรา

ละครจบลงโดยมิได้ไขปริศนาทั้งหมด  ยังมีเรื่องที่ผู้ชมคงจะต้องเก็บกลับไปคิดเป็นการบ้านต่อไป  แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้จากการแสดงบนเวทีด้วยบทที่ตรึงใจก็คือ  พี่น้องสามคนได้พบคำตอบร่วมกันสำหรับปัญหาชีวิตของพวกเขาที่ดูจะแตกต่างกัน  และไออุ่นจากความเป็นมนุษย์ที่ผูกพันพวกเขามากกว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือด  ดูจะเป็นสิ่งที่ส่งสารที่หนักแน่นมากมายังผู้ดูผู้ชม  และก็อาจจะอยู่นอกกรอบของละครที่เราดูกันเป็นส่วนใหญ่  ผมอยากจะมีโอกาสได้ดูละครเวทีในระดับนี้บ่อยครั้งกว่าที่เป็นมา  และท่านทั้งหลายที่ยังไม่เข้าใจว่าควรจะหัวเราะตรงไหนจึงจะเหมาะ  ก็ควรจะได้ดูละครในลักษณะนี้บ่อยครั้งเช่นกัน 

แม้ชื่อละครจะไม่สื่อความเชิงปรัชญา  แต่ผมก็คิดว่ามันมีปรัชญาชีวิตที่แฝงอยู่  ซึ่งผู้ดูผู้ชมสามารถสกัดสารนั้นออกมาได้ด้วยตนเอง  นับเป็นโชคดีที่ละครเรื่องที่สองที่ผมได้ชมในวันเดียวกันเป็นเรื่อง ไร้ชื่อ  (No Name: ซึ่งตามธรรมดาแปลว่า “ไม่มีชื่อเสียง”)  ซึ่งเป็นละครแนวปรัชญาที่ นิกร  แซ่ตั้ง  ถนัดอยู่แล้ว  ดังเช่นเรื่อง เกิด-ดับ  ซึ่งผมได้ชมในปี 2554  และได้เขียนวิจารณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (จุดประกาย)  วันที่ 4 มกราคม 2555   ครั้งนี้ผู้เขียนบทตั้งใจจะสร้าง “ละครพอเพียง”  โดยใช้ตัวแสดงเพียง 2 คน และฉากที่ใช้ก็มีลักษณะเป็นศิลปะจัดวาง (installation)  โดยนำเสื้อผ้าจำนวนมากมากองไว้เต็มเวที  และมีกระเป๋าเดินทางวางอยู่  ชวนให้คิดตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่าจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเดินทางอย่างแน่นอน  และเมื่อเรื่องดำเนินไปก็เป็นจริงดังที่คาดไว้  แต่เป็นการเดินทางที่มีนัยเชิงปรัชญา  นั่นคือ การเดินทางไปสู่ปรโลก  วิธีการเล่าเรื่องเป็นไปอย่างเรียบง่าย  โดยเป็นการเล่าเรื่องของการจากไปที่ละคนของผู้อาวุโสในครอบครัว  ซึ่งนิกรทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่อง (narrator)  ด้วยตัวเอง  ในขณะที่ธา เบบี้ไมม์  เป็นผู้ร่วมสนทนาและใช้ความสามารถในการแสดงละครใบ้เข้ามาเสริมเรื่องเป็นตอนๆ ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง  ผู้ชมก็คงตั้งคำถามตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่า  อะไรจะเกิดขึ้นกับเสื้อผ้ากองใหญ่กับกระเป๋าเดินทางที่ตั้งรอไว้นั้น  และในตอนจบ  ผู้แสดงทั้งสองก็แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมจากทางบ้านมาเป็นอย่างดีด้วยการพับเสื้อผ้าได้อย่างเรียบสุดๆ  ก่อนที่จะบรรจุลงในกระเป๋าเดินทางด้วยความลงตัวอีกเช่นกัน  ราวกับจะบอกว่า  คนกลุ่มนี้ถ้าจะไปถึงจุดจบ  เขาก็คงเตรียมตัวไว้พร้อมแล้วที่จะเดินทางครั้งสุดท้าย  ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาทั้งสองคิดเป็นปรัชญาอยู่ตลอดเวลา  และดูจะไม่หวั่นไหวกับเรื่องของวัฏสงสาร

(FB theatre 8×8)

ผมมีความเชื่อว่าการคิดเป็นละครของนิกรนั้น  แม้พื้นฐานจะมีลักษณะเป็นนามธรรม  แต่ความเป็นละครก็อยู่ได้ด้วยรูปธรรม   การใช้วัสดุอันเรียบง่าย  อันได้แก่เก้าอี้ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของบุคคลที่ผู้เล่าเรื่องกล่าวถึง  การใช้เสื้อผ้าที่บ่งบอกบุคลิกภาพของบุคคล  การใช้เรื่องของการเดินทางในการบ่งชี้เส้นทางและจุดจบของชีวิต  ทำได้อย่างประทับใจ  แต่ในท้ายที่สุด  ผู้ดูผู้ชมก็คงจะต้องถามตัวเองว่า  ละครเรื่องนี้ราบเรียบเกินไปหรือไม่  เพราะไม่มีจุดเน้นที่จะดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษเลย  ซึ่งต่างจาก เกิด-ดับ  ที่ใช้ความเป็นละครในหลากลักษณะ  ทั้งในการใช้ทวิวัจน์ (dialogue)  และการแสดงเชิงกายภาพ (physical action)  วาทกรรมเชิงปรัชญาก็ดำเนินไปด้วยบทสนทนาซึ่งเป็นภาษาที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน  ภาษาในระดับดังกล่าวเพียงพอหรือที่จะดึงดูดความสนใจ  ถ้าเป็นมหากวีเชกสเปียร์เป็นผู้เขียน  บทละครเรื่องนี้คงได้รับการหนุนด้วยภาษาที่อยู่สูงกว่าระดับของภาษาพูดประจำวัน  คือเปี่ยมด้วยวรรณศิลป์  และกลเม็ดเด็ดพรายที่ยกระดับขึ้นสู่กวีนิพนธ์เชิงปรัชญา  ถ้าเป็นแบร์ทอล์ท  เบรคชท์ (Bertolt Brecht) เขาก็คงจะตั้งเป็นประเด็นให้เราต้องขบคิด  และย่อมจะรู้จักที่จะสร้างการแสดงที่หลอมประเด็นนั้นให้เป็นรูปธรรม  เช่น  ประเด็นที่ว่าด้วยความผูกพันทางสายเลือดมีความสำคัญน้อยกว่าความผูกพันที่มาจากความรักของแม่(เลี้ยง)ในละคร วงกลมคอเคเชียน   ซึ่งแม้จะมิได้ใช้ภาษากวีแบบเชกสเปียร์  แต่สิ่งที่เราเห็นบนเวที  คือการที่แม่จริงกับแม่เลี้ยงถูกกำหนดให้แย่งลูกกันใน “วงกลม” สามารถที่จะทำให้เราตื้นตันใจได้ด้วยอารมณ์ที่เปี่ยมล้น  นิกรเองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว  ใน  เกิด-ดับ ว่า  ละครต้องมีองค์ประกอบที่มากกว่าการสนทนาแบบพื้นๆ ในชีวิตประจำวัน

ผมไม่คิดว่าการสร้างจุดสนใจจะมีวิธีการที่ตายตัว  ผู้เขียนบทและนักแสดงแต่ละคนก็ย่อมจะหาทางออกที่เป็นของตัวเองได้  ประเด็นที่ผมคิดว่านิกรมองข้ามไปในครั้งนี้ก็คือ  ความเป็นธรรมดาสามัญโดยปราศจากการเบี่ยงเบนไปจากสภาพดังกล่าวนั้น  จะทำให้ละครน่าสนใจได้ละหรือ  การปรุงแต่งมิใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป  ไม่ว่านักแสดงจะเก่งกาจเพียงใด  ถ้าปราศจากจุดเน้นที่ตรึงคนดูได้  การแสดงนั้นก็ยอมจะกลายเป็นสิ่งที่ “จืด” ไปได้  แม้แต่นักปรัชญาที่ใช้ความเรียงเป็นสื่อ  เช่น อิมมานูเอล  คานท์ (Immanuel Kant)  ก็ยังพร้อมที่จะหันไปหาวิธีการทางวรรณศิลป์อยู่เป็นครั้งคราว   ผมกำลังรอละครเชิงปรัชญาเรื่องต่อไปของนิกรที่มีความลึกซึ้งทางความคิดและความเฉียบคมในทางภาษา 

ขอจบด้วยการอ้างข้อคิดของผู้กำกับการแสดงเอกชาวอังกฤษ  เซอร์ ปีเตอร์  ฮอลล์ (Sir Peter Hall)   อดีตผู้อำนวยการโรงละครแห่งชาติ  และโรงละครเชกสเปียร์ในประเทศอังกฤษ  ซึ่งเพิ่งจะถึงแก่กรรมไปในปีนี้ว่า  “ผมเชื่อว่า  ละครเริ่มต้นด้วยคำพูด  แน่นอนที่สุด  เพราะว่าถ้าไม่มีคำพูด  มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างองค์ประกอบอื่นๆ ของละครขึ้นมา  ถ้าละครมีแต่คำพูด  มันก็เป็นแค่วรรณกรรมที่น่าเบื่อ  ไร้พลัง  กลายเป็นวิชาการแห้งๆ ไป” 

เราจะหาทางสายกลางที่ทำให้ละครแห่งความคิดมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้หรือไม่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*