แกล้งทำงี่เง่าไปเรื่อยๆ นานเข้าก็งี่เง่าไปจริงๆ : ว่าด้วยวงการละครเยอรมันยุคปัจจุบัน

แกล้งทำงี่เง่าไปเรื่อยๆ นานเข้าก็งี่เง่าไปจริงๆ : ว่าด้วยวงการละครเยอรมันยุคปัจจุบัน

tt_dt_die-moewe_c_matthias-horn_580x237

เจตนา  นาควัชระ

เมื่อคืนผมรีบกลับบ้านอีกแล้ว  จากโรงละครชื่อ Deutsches Theater ซึ่งอยู่ไกลมาก  เมื่อเดิมเป็นส่วนหนึ่งของเบอร์ลินตะวันออก  ผมลบสถิติที่ทำไว้ครั้งก่อนเมื่อคราวไปฟังดนตรีที่โรง Philharmonie   คราวนี้ผมกลับถึงหอพักภายใน 25 นาที  วิ่งพรวดพราดตามรถไฟฟ้า  แล้วมาเปลี่ยนขึ้นรถเมล์  คนขับก็ดีใจหาย  พอเห็นตาแก่วิ่งมาก็รีบเปิดประตูรับ  ทั้งๆ ที่กำลังจะออกรถอยู่แล้ว  สรุปได้ว่าทุกคนเป็นใจช่วยให้ผมหนีพ้นมาจากโรงละครที่ครั้งหนึ่งเคยเลื่องชื่อมาเสียได้ให้เร็วที่สุด  เพราะขยะแขยงเต็มทีแล้ว  เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ไอ้ละครโรงนี้แหละที่นำเรื่อง Die Nibelungen ของ  Friedrich Hebbel มาเล่นเสียจนหาย  คือคนแต่งเขานำเอามหากาพย์เยอรมันโบราณมาทำเป็นละคร  และก็เป็นเรื่องราวของการแก้แค้นกันในหมู่เครือญาติ (ละเลงเลือดกันแบบ มหาภารตะ ของอินเดียทีเดียว)  พ่อผู้กำกับในครั้งนั้นก็เลยตีความคำว่า “อาบด้วยเลือด” (ภาษาอังกฤษว่า bloodbath; ภาษาเยอรมันว่า Blutbad)  แบบตรงตัว  คือให้นักแสดงชาย ที่ตามท้องเรื่องถูกฆ่าไปหลายคน  ถอดเสื้อผ้าเหลือแต่กางเกงใน แล้วเอาสีแดงใส่กระป๋องเทลงมาจากส่วนบนของเวที  พวกนี้ก็เลยทำท่าเล่นน้ำด้วยการอาบเลือดอย่างสนุกสนาน  เมื่อคืน (วันที่ 10 ตุลาคม 2558) ก็เช่นกัน  ละครเรื่อง Tales from the Vienna Woods (ภาษาเยอรมันว่า Geschichten aus dem Wiener Wald แปลเป็นไทยได้เลาๆ ว่า “เรื่องเล่าจากป่าชายกรุงเวียนนา”)  เป็นละครของนักประพันธ์ชาวออสเตรียชื่อ Ödön von Horváth (1901-1938)  ซึ่งยืมเอาชื่อเพลงอันเลื่องชื่อของ Johann Strauss มาแต่งเป็นละคร  โดยจงใจจะแก้ภาพลักษณ์ของกรุงเวียนนาและชีวิตของคนในเมืองนี้เสียใหม่ว่า ไม่ใช่ชีวิตอันร่าเริงรื่นรมย์อย่างที่คนทั่วไปคิดกัน  และก็เป็นไปได้ที่คนซื่อบริสุทธิ์เช่นนางเอกของเรื่องนี้คือ Marianne จะต้องพบกับชีวิตบัดซบ  ซึ่งจบลงในตอนท้ายด้วยการที่ลูกน้อย(ที่เกิดนอกสมรส)ของเธอต้องถูกแกล้งให้ตายไปด้วยโรคปอดบวมโดยย่าของชายที่เป็นชู้รักของเธอ

ผู้กำกับการแสดงในครั้งนี้นัยว่าเป็นดาวดวงเด่นของวงการละครเยอรมันเลยทีเดียวชื่อ Michael Thalheimer  แต่พอผมดูมาถึงตอนจบก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่า  แกแปลงบทอย่างแน่นอนเพื่อเอาใจ  หรือเพื่อให้สะใจคนดูยุคปัจจุบัน  เพราะตัวละครชื่อ Oskar ซึ่งมีอาชีพเป็นพ่อค้าเนื้อสัตว์ (ในกรอบของวัฒนธรรมตะวันตกมักจะค้าเนื้อหลายชนิด)  ยอมแต่งงานกับเธอ ทั้งๆ ที่เธอมี “รอยมลทิน” มาแล้ว เขาปลอบใจเธอให้ฝากตัวกับพระผู้เป็นเจ้า และเอ่ยถึงพระเจ้า 3 ครั้ง Marianne ก็ถ่มน้ำลายใส่พระเจ้าทุกครั้งเช่นกัน  ผมเดาเอาว่าเป็นไปไม่ได้ที่นักประพันธ์สมัยนั้นจะเขียนบทเช่นนี้  แต่การถ่มน้ำลายของเธอทำให้คนดูทั้งโรงเงียบไปได้  เพราะก่อนหน้านั้นผู้ชมจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า  ละครเรื่องนี้เป็นละครตลก  เพราะผู้กำกับจงใจให้นักแสดงเล่นให้บ้าๆบอๆ มาค่อนเรื่อง  และก็ไม่ให้สัญญาณเลยว่าจะให้หยุดหัวเราะในตอนไหน  สุดท้ายก็เลยต้องเล่นแรงเพื่อพวกคนดูเถื่อนๆ เหล่านี้จะได้เขาใจว่าเรื่องเปลี่ยนแนวไปแล้ว  ผมกลับมาที่พักแล้วเปิดคอมพิวเตอร์หาตัวบทต้นแบบของ Horváth มาดู  ก็เป็นจริงดังที่เดาเอาไว้  เรื่องถ่มน้ำลายไม่มีในตัวบทเลย  ผู้กำกับการแสดงเติมลงไปทั้งสิ้น (เก่งจริงลองแปลและแปลงเรื่องนี้เป็นภาษาอาหรับ  แล้วนำไปเล่นให้กลุ่มมุสลิมดูสักทีดีไหม  พร้อมเติมบทให้ถ่มน้ำลายใส่พระมะหะหมัดไปด้วย  แล้วคอยดูสิว่าจะเกิดอะไร)  ผมไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์  แต่เมื่อผมติดตามเรื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นจนจบแล้วก็ไม่พบตรรกะอันใดที่จะทำให้ Marianne แสดงความเจ็บแค้นออกมาเช่นนั้นเลย  บุคลิกของเธอไม่ได้เป็นอย่างนั้น  จะขออ้างตัวบทต้นฉบับมาดังนี้:

ออสการ์ :         พระเจ้าคือความรัก  มาริอาน — และคนที่ท่านรัก  ท่านก็ต้องหวดเอาบ้าง

มาริอาน :         แต่ท่านฟาดฉันราวกับหมาตัวหนึ่ง

                   (ในตอนนั้นคุณย่าเล่นเพลง “เรื่องเล่าจากป่าชายกรุงเวียนนา” ของโยฮันน์ สเตราซ์ อย่างแผ่วๆ ด้วยเครื่องดนตรีซีเธอร์)

เรื่องจบลงด้วยมาริอานยอมลงเอยกับออสการ์  เขาจุมพิตเธอ แล้วทั้งสองกลับเข้าโรงไปในขณะที่วงดนตรีเครื่องสายเล่นเพลง “เรื่องเล่าจากป่าชายกรุงเวียนนา” ราวกับเป็นลำนำที่ลอยมาจากสรวงสวรรค์

แน่นอนที่ว่าผู้แต่งใช้ดนตรีอันไพเราะที่ทุกคนรู้จักเข้ามาขัดกับชะตากรรมของคนที่ถูกกระทำโดยไร้สาเหตุ  ถ้าจะเล่นงานพระเจ้าก็เล่นงานแต่เพียงเบาะๆ คือแบบเย้ยหยัน (ironic) แต่ฉบับเบอร์ลินปี 2015 ซัดพระเจ้าอย่างรุนแรงและหยาบคาย  อันที่จริงตัวอย่างในวรรณคดีมีมากมายที่ชะตากรรมของตัวละครขัดกับความเชื่อในเรื่องความรักและความหวังดีที่พระเจ้ามีต่อมวลมนุษย์  แต่กวีและนักประพันธ์ก็มีวิธีการประท้วงพระผู้เป็นเจ้าที่หนักแน่นและกินใจ  ผมได้เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หลายครั้งแล้ว  ตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นบ่อยๆ คือ บทกวีขนาดยาวชื่อ “ว่าด้วยแผ่นดินไหวที่เมืองลิสบอน” ซึ่ง Voltaire เขียนให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่ทำให้เด็กไร้เดียงสา  ซึ่งยังมิได้มีโอกาสก่อกรรมทำเข็ญอันใดเลยต้องมาตายอย่างน่าอเน็จอนาถ  หรือ Georg Büchner นักประพันธ์ชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 19  เขียนละครเรื่อง Woyzeck เอาไว้ให้เห็นว่า  คนจนถูกข่มเหงวันยังค่ำ  พระเจ้าไม่เห็นจะเสด็จจากสรวงสวรรค์ลงมาช่วยเหลือแต่อย่างใด  ในนวนิยายเรื่อง La Peste ของ Albert Camus  เช่นเดียวกับในกรณีของวอลแตร์ คือกล่าวถึงเด็กตาดำๆ ที่ต้องมาตายด้วยโรคระบาดครั้งใหญ่  เพียงประโยคเดียวจากนวนิยายเรื่องนี้ พระเจ้าก็แทบตกบัลลังก์ไปแล้ว  “ข้าฯ จะปฏิเสธไปจนวันตาย ที่การสร้างโลกครั้งนี้ทำให้เด็กตาดำๆ ต้องถูกทรมาน”

ผู้กำกับการแสดงของโรงละคร Deutsches Theater คิดไม่ออกว่าจะให้ละครพูดพูดอะไรที่มีน้ำหนัก  จึงใช้การถุยน้ำลายแทน  นี่มันไม่ใช่ละครพูด  แต่เป็นละครขากถุยต่างหาก

อันที่จริง Horváth  ใช้การเยาะเย้ย (irony) ในการกล่าวหาพระเจ้า  แต่อาวุธเช่นนี้ไร้ค่าเสียแล้วสำหรับวงการละครพูดเยอรมันในศตวรรษที่ 21  ผมสังเกตมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่า  เขาจงใจเปลี่ยนเพลงจาก Tales from the Vienna Woods  ไปเป็นเพลง Blue Danube ซึ่งก็ไม่มีเหตุผลอะไร  เพราะถึงจะใช้เพลงที่ Horváth นำมาเป็นชื่อเรื่อง  ก็ไม่เห็นจะทำให้ละครไร้น้ำหนักตรงไหน  แต่ละคร “ของผู้กำกับ” (ภาษาเยอรมันเรียกว่า “Regietheater”, ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “director’s theatre”) จะเดินตามบทไม่ได้เป็นอันขาด  ต้องค้านบท รื้อบท  ทำลายบท  ทั้งหลายทั้งปวงโดยมีข้ออ้างว่า  ทำอย่างนี้ในนามของสังคมร่วมสมัยของเราซึ่งคิดไม่เหมือนกับสังคมต้นแบบ (ในสูจิบัตร มีบทสัมภาษณ์คนยุคปัจจุบันที่ประกอบอาชีพต่างๆ เช่นเดียวกับตัวละคร  แต่ก็ไม่รู้ว่าสัมภาษณ์ไปเพราะเหตุใด เพราะไม่เข้ากับท้องเรื่องเลย) ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาคนมาเขียนบทละครใหม่ให้เข้ากับแนวคิดของศตวรรษที่ 21 เสียเลยจะไม่ดีกว่าหรือ  เรื่องของเพลงยังไม่จบ  นอกจากจะใช้ Blue Danube แล้ว  ยังใช้ฉบับวงใหญ่ที่เล่นกันในวันที่ 1 มกราคมของทุกปี  เสียงก้องกังวาน  โอ่อ่า  ชวนประทับใจ เท่ากับเป็นการเหยียบซ้ำชะตากรรมของคนกระจอกเหล่านี้  มิหนำซ้ำยังเปิดเครื่องเสียให้ดังเสียจนลำโพงแทบจะแตก  และผมก็สังเกตได้เช่นกันว่า  เครื่องเสียเก่า  และลำโพงก็เก่า  (คล้ายๆ กับเครื่องเสียงที่ผู้จัดฝ่ายไทยนำมาใช้ในการบรรเลงของวง Israel Philharmonic ที่มาแสดงกลางสนามหลวงเมื่อ 2 ปีมาแล้ว)  ความกระจอกมักจะประกาศตัวเองออกมาในทุกแง่มุม

ความจริง Horváth มีแนวคิดที่เป็นปรัชญาอันลึกซึ้งอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว  แต่ผู้กำกับไม่สามารถยอมให้ใครเด่นได้  แม้แต่ตัวผู้ประพันธ์บทละคร!  ตัวละครทั้งหมดเป็นคนที่ทีอาชีพต่างๆ ตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขต 8 ของกรุงเวียนนา  อันเป็นส่วนเก่าของเมือง  อยู่นอกแนวถนนวงกลมที่สร้างขึ้นใหม่ในปลายศตวรรษที่ 19  ซึ่งรู้จักกันในนามของ Ringstrasse อันเป็นการปรับผังเมืองใหม่เพื่อแข่งกับปารีสสมัยนโปเลียนที่ 3 พวกเขาประกอบสัมมาอาชีวะ  ตัวเอกเป็นพ่อค้าเนื้อสัตว์   ในการแสดงครั้งนี้ก็สวมผ้ากันเปื้อนที่เปรอะไปด้วยเลือดสัตว์  สัมมาอาชีวะไม่ได้ทำให้เขามีความสุข  เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็ไม่แก้ปัญหากันด้วยธรรมะ  เมื่อมาริอานตั้งท้องนอกกฎหมายขึ้น  แล้วคลอดลูกออกมา  ย่าของเด็กก็หาทางฆ่าเจ้าหนูน้อยเสีย  มาริอานเองต้องการเลี้ยงชีพด้วยอาชีพนางระบำ แต่ไม่ยอมขายตัว  (จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องให้นักแสดงฝ่ายหญิงต้องเปลื้องผ้าส่วนบน เธอไม่ใช่นางแบบ และสรีระของเธอก็ไม่เป็นทวิวัจน์ต่อกัน)  มีคนกลั่นแกล้งมาริอานจนเธอต้องติดคุกในระยะสั้น  สรุปความได้ว่า  มนุษย์เต็มไปด้วยกิเลส  อาชีพก็ส่วนอาชีพ แต่ความประพฤติส่วนตัวไม่พ้องกับการประกอบสัมมาอาชีวะ  ถ้าตีความแบบพุทธศาสนาของเราก็หมายความว่าเขาต้องชดใช้หนี้กรรมกันไป  แต่ละครจะต้องมีปมให้ขบ  เพราะคนที่ไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญให้แก่ใครแต่ต้องได้รับทุกข์มากกว่าใครทั้งสิ้น  ชาวพุทธก็มีวิธีอธิบายอีกนั่นแหละโดยอ้างถึง “กรรมเก่า”  แต่สังคมคริสต์ไม่มีทางออกเช่นนั้น  เพราะชาวคริสต์ต้องฝากตัวไว้กับพระเจ้า  ละครอย่างนี้ถ้ากำกับให้ดี  และตีความให้ลึก จะเป็นละครที่ทั้งกินใจและทั้งชวนคิด

แต่ผู้กำกับการแสดงแก้ปัญหาอย่างง่ายเกินไปด้วยการถ่มน้ำลายรดพระเจ้า  โธ่เอ๋ย  คิดได้เท่านี้ละหรือ  น่าจะมาดูละครผอมของไทยเราสักพัก แล้วอาจจะได้อะไรติดตัวไปบ้าง

วงการละครเยอรมันร่วมสมัยตั้งอยู่บนรอยร้าวระหว่างผู้กำกับการแสดงกับมหาชน  เพราะฝ่ายแรกดูถูกคนส่วนใหญ่ว่าไร้มันสมอง  เพราะฉะนั้นก็เลยทำละครงี่เง่าให้ดูเสียเลย  ทำไปนานๆ ตัวเองก็เลยงี่เง่าตามไปด้วย  ปัญหาใหญ่ของทั้งผู้กำกับการแสดงและผู้ชมก็คือ  การแยกไม่ออกระหว่างอารมณ์ขัน (humour) กับความงี่เง่า (insipidity)  ตลกของพวกเขามัน insipid มากกว่า funny  แต่เขาก็อยู่ได้อย่างดีในนามของการคิดใหม่ (innovation)  คือต้องทำอะไรที่แหวกแนวออกไป  และพวกนักวิจารณ์ก็มีโรคประจำตัวอยู่โรคหนึ่งคือ กลัวถูกหาว่าโง่  ตามไม่ทันความคิดอันก้าวหน้าของผู้กำกับ  ถ้าจะเขียนค้านก็จะถูกกล่าวหาว่าตกยุค  ก็เลยต้องสนับสนุนกันไป  กลุ่มคนที่น่าสงสารก็คือนักแสดง  ซึ่งได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี  แต่ไม่เคยได้มีโอกาสใช้ความสามารถในการแสดงอย่างเต็มที่เลย

ละครเยอรมันกลายเป็นละครของผู้กำกับที่ไร้ความอ่อนน้อมถ่อมตน (humility) พวกเขาตั้งอยู่ในความประมาท  เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นก็ต้องทุ่มเงินสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมต่อไป  ระวังให้ดี ถ้าวันใดไปเจอรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของแคว้นต่างๆ ที่เป็นคนที่มีหัวสมองและมีรสนิยมขึ้นมา   พวกเขาอาจจะรวมตัวกันจัดการกับพวกแกล้งทำโง่ที่โง่จริงๆ ขึ้นมาเสียที  เพราะไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะใช้เงินภาษีของราษฎรมาการสนองตัณหาของพวกที่หลงตัวเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*